วันนี้เห็นหนังสือพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง ประเด็นเรื่องซีดีเจ้าปัญหาของบัณฑิต อึ้งรังษี  เมื่อคืนก็เห็นทีวีออกข่าวอยู่แวบๆ

เห็นลงเว็บดราม่าด้วย http://drama-addict.com/?p=20271

ความจริงเราก็รู้เรื่องจากเฟซบุ๊คมาสักอาทิตย์กว่าละ

เรื่องของเรื่องก็คือ อัลบั้มใหม่ของบัณฑิต อึ้งรังษี "Heavenly Music ดนตรีจากสวรรค์" ซึ่งทั้งปกหน้าปกหลังก็เป็นรูปคุณบัณฑิตกำลังคอนดักต์ และภายในกล่องก็เป็นประวัติของคุณบัณฑิตทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

แต่เมื่อหยิบแผ่นซีดีออกมา ถึงจะพบว่า หลังแผ่นมีตัวหนังสือเล็กๆ ที่บ่งบอกว่า อัลบั้มนี้ไม่ใช่ผลงานการคอนดักต์ของคุณบัณฑิต แต่เป็นการบรรเลงของวง RFCM Symphony Orchestra (Royalty-Free Classical Music) คอนดักต์โดย Dr. Keith J. Salmon

RFCM หรือ Royalty-Free Classical Music "ดนตรีคลาสสิคปลอดค่าลิขสิทธิ์" เป็นเว็บไซท์ที่รวบรวมเพลงคลาสสิคให้ดาวน์โหลด (ความจริงก็ไม่ได้โหลดฟรีนะ รู้สึกจะต้องซื้อ)

เว็บไซท์ - http://www.royalty-free-classical-music.org/

 

ก็จริงว่าคุณบัณฑิตได้ให้เครดิตไว้ (ในส่วนที่ถ้าไม่ได้ซื้อมาแล้วแกะแผ่นออกก็จะไม่เห็น) แต่ว่าทั้งหน้ากล่อง หลังกล่อง ในกล่อง ล้วนเป็นภาพและประวัติของคุณบัณฑิต ซึ่งแม้ว่าทางบริษัทผู้ผลิตและคุณบัณฑิตจะบอกว่า อัลบั้มนี้คุณบัณฑิตเผยแพร่ในฐานะ "พรีเซนเตอร์" ไม่ใช่ "คอนดักเตอร์" บนกล่องก็บอกว่า "คัดสรร" โดยคุณบัณฑิต ไม่ได้บอกว่า "อำนวยเพลง" โดยคุณบัณฑิตสักหน่อย

ก็...คงต้องอยู่ที่วิจารณญาณของผู้บริโภค

ภาพหน้ากล่อง
ภาพหลังกล่อง
ภาพภายในกล่อง
ด้านหลังแผ่นซีดี
ซูมเข้าไป

(เครดิตภาพ - คุณทฤษฏี ณ พัทลุง)

ไม่ทราบว่าเรามองด้วยอคติส่วนตัวหรือเปล่า แต่เราว่ามันดูคล้ายจงใจให้เข้าใจผิด ที่บอกว่า "คัดสรร" นั้น เมื่อมองประกอบกับบริบทข้างเคียงแล้ว โดยปกติก็จะนึกถึง "คัดสรรมาคอนดักต์เอง"

อัลบั้มเพลงนั้น ปกติหน้าปกก็จะต้องบอกรายละเอียดของผู้ประพันธ์ และศิลปินผู้บรรเลง ไม่ว่าจะเป็นซีดีบันทึกเสียง บันทึกการแสดง หรือคอนเสิร์ตแสดงสด ก็จะต้องบอกถึงผู้ประพันธ์  ผู้แสดง ทั้งผู้แสดงเดี่ยว หรือวง และคอนดักเตอร์

คนที่เผยแพร่โดยที่ไม่ใช่ศิลปินผู้แสดงเองก็มีมากมาย ทั้งอาจารย์ ผู้จัดรายการ คนเขียนบทความ ฯลฯ เอาเพลงอะไรของใครมาเปิดให้ฟังก็ล้วนต้องบอกว่าเพลงอะไร ใครแต่ง ใครบรรเลง ใครคอนดักต์ ให้เกียรติแก่ผู้สร้างและผู้ถ่ายทอดผลงาน ตัวเองเป็นเพียงคนนำมาเผยแพร่

 

จะว่าไปก็คล้ายๆ กรณีมากมายในเน็ตนะ เห็นผลงานคนอื่นดีโดนใจ อยากเผยแพร่ ควรทำอย่างไร

เชื่อว่าทุกคนที่อ่านบล็อกนี้คงทราบดีแก่ใจ

 

และคุณบัณฑิตก็บอกว่าที่ทำนี้มีเจตนาเพื่อ...

"อยากจะเผยแพร่ดนตรีคลาสสิคให้เข้าถึงคนไทยทั่วไป"

แม่เจ้าโว้ย ฟังคุ้นๆ ไหมพี่น้อง orz

และยังบอกว่า "ในสื่อที่ออกไป ได้บอกอย่างชัดเจนว่า ตัวคุณบัณฑิตเองเป็น Presenter, Executive Producer แต่เป็น Conductor เฉพาะในบางเพลงเท่านั้น และเพลงที่คอนดักท์จะมีโน้ตไว้อย่างชัดเจน (แต่คอนดักท์ทุกเพลงในแผ่น Just Good Music)"

สื่อไหนวะ? ทีวี? หนังสือ? วิทยุ? รายการไหน เล่มไหน ไม่ยักบอก

ขอยกวาทะคุณทฤษฎีหน่อยเถอะค่ะ

"สื่อของคุณบัณฑิตไม่ใช่ประกาศภาวะฉุกเฉินของ ศอฉ.นะครับ ที่จะประกาศทีละสองครั้งและได้ดูทั่วกันทุกช่องทั้งประเทศ เกิดมาผมไม่เคยเห็นซีดีเพลงแผ่นไหนที่ ข้อมูลสำคัญ ไม่ได้เขียนบอกไว้บนแผ่น แต่กลับต้องให้ผู้บริโภคต้องมานั่ง “ตามสื่อ” แทน ถึงจะทราบข้อมูลที่ถูกต้องได้"

แถมในกล่องนี่ลงประวัติคุณบัณฑิตทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ ให้เครดิตมากมาย กับการ "เอาผลงานของคนอื่นมาเผยแพร่"

 

คุณบัณฑิตยืนยันว่า "ไม่ได้ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์"

แต่มัน "สมควร" ไหม ด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ?

ตัวคุณบัณฑิตเองก็เคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ไม่มีความภูมิใจที่จะเผยแพร่ "ฝีมือของตัวเอง" เลยหรืออย่างไร?

 

นอกจากอัลบั้มนี้แล้ว อัลบั้มอื่นของคุณบัณฑิต "ที่ไม่ได้ระบุว่าคุณบัณฑิตคอนดักต์เอง" ก็น่าสงสัยว่าจะนำมาจาก RFCM เหมือนกัน

http://trisdee.wordpress.com/2010/09/23/the-disappointing-truth/

และคุณทฤษฏีก็ได้ทดลองพิสูจน์ โดยการเทียบคลื่นเสียง ซึ่ง...ดูเอาเองเถอะนะ

 

ย้อนกลับไปที่ RFCM ในส่วนของ Terms and Conditions ซึ่งระบุว่า สามารถใช้ในธุรกิจได้ เช่น ประกอบในเว็บไซท์ ใช้เป็น BG วิดีโองานแต่ง หรือภาพยนตร์นักเรียน แต่ห้ามเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่ว่าได้ซื้อลิขสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ (commercial license) และการใช้ในเชิงพาณิชย์นี้ก็ระบุว่า ในภาพยนตร์ โฆษณา รายการทีวีหรือวิทยุ

แต่บอกว่า ห้ามเอาไปจำหน่ายต่อ ในลักษณะที่เป็นตัวดนตรีเอง

เราเข้าใจว่า หมายถึงว่า สามารถเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้แบบ ประกอบโฆษณา ประกอบหนัง อะไรพวกนั้น ไม่ใช่มาทำแผ่นขายเอาดื้อๆ อย่างนี้

http://www.royalty-free-classical-music.org/tac.php

You may not:

Use or allow my music to be used on YouTube or Facebook

* Trade in the music itself.
* Sell, lend or hire this music to anyone.
* Sell, lend or hire this music as part of your own library of music to your customers
* Edit this music, except to lengthen, shorten or extract sections.
* Give this music to anyone else.

อืม...

ตกลงประเด็น "ผิดหรือไม่" นี่ยังไงกันนะ ชักงงๆ

 

ตอนนี้เห็นว่าทางบริษัทผู้ผลิตและคุณบัณฑิตบอกว่า ถ้าเห็นว่าไม่ชัดเจน ก็จะแก้ไขให้ชัดเจนขึ้นต่อไปในอนาคต (ถ้าไม่โดนแฉก็คงไม่แก้ว่างั้น)

รู้สึกว่าจะทำสติกเกอร์แปะ ก็รอดูกันต่อไปว่าจะให้ความชัดเจนอย่างไร

 

 

ว่าแต่...จะมีใครมาพูดคำว่า "คนไทยด้วยกัน อย่าเหยียบย่ำซ้ำเติม" อีกไหมนะ

Amazing Australia II

posted on 16 Apr 2010 10:22 by pianocorner

มาต่อกันที่ภาคสองกั๊บผม...

พวกเราแสดงคืนวันที่ 4 เมษายน  งานที่เ่ล่นคือ 2010 Yamaha Australian National Band Championships  เป็นงานแข่งขันของวงดุริยางค์เครื่องเป่าของออสเตรเลีย จัดปีละครั้งช่วงอีสเตอร์นี่แหละ  โดยจะเวียนจัดไปในเมืองต่างๆ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ 

ที่เขาเชิญเราไปเล่นก็เป็น Gala Concert  คอนเสิร์ตนี้เรียกได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ยาวที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว  โปรแกรมเริ่มจาก Brass Band  แล้วก็เป็นวง Hobart Wind Symphony เล่น Lord of The Ring Symphony ของ Johan de Meij งานนี้ Johan de Meij มาคอนดัคท์เอง  (เพลงนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องลอร์ดออฟเดอะริงที่แต่งโดย Howard Shore นะคะ  คนแต่งแต่งเพลงนี้จากหนังสือ  และแต่งก่อนที่ปีเตอร์ แจคสัน จะเอาไปสร้างหนังหลายปี)  เพลงก็ยาวประมาณ 40 กว่านาที

หลังจากนั้นก็พักครึ่ง แล้วพอครึ่งหลังถึงจะเป็นวงพวกเรา  โปรแกรมยาวประมาณ 50 นาที  (ในความเป็นจริงก็ชั่วโมงนึงนั่นแหละ )

คอนเสิร์ตเริ่ม 2 ทุ่ม  จบที่รู้สึกจะประมาณ 5 ทุ่ม  จำได้แต่ว่ากว่าจะแพคเครื่องดนตรี อะไรต่ออะไรกันเสร็จ  กลับบ้าน ก็เกือบเที่ยงคืน...  (หมายเห็ด - บ้านโฮสต์ใ้ช้เวลาเดินทางจากฮอลล์ที่แสดงประมาณ 10 นาที)

อ้อ และวันที่ 4 เมษานี่  เป็นวันที่ประเทศออสเตรเลียเขาปรับเวลาพอดีแหละ  ที่เรียกว่ีา Daylight Saving Time เพราะประเทศเขาฤดูร้อนกับฤดูหนาวกลางวันกลางคืนจะต่างกันมาก  ก็เลยต้องปรับเวลาเพื่อให้ใ้ช้แสงอาทิตย์ได้คุ้มค่า

สรุปก็คือ ขาไป เวลาออสเตรเลียกับไทยต่างกันอยู่ 4 ชั่วโมง  ขากลับต่างกัน 3 ชั่วโมง  เดินทางรอบนี้ปรับเวลากันวันเว้นวันเลยทีเดียว

เนื่องจาก...พอแต่งตัวปุ๊บ อิฉันก็ทิ้งกล้องไว้ในกระเป๋า  เลยไม่มีรูปช่วงนั้นเลย  แต่ได้ข่าวว่าทีวีไทยออกข่าวไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ไม่ได้ดู เศร้า  ช่วงนี้บิดายึดทีวี)  ยังเหลือมติชนค่ะ  ไม่รู้จะลงข่าววันไหน

 

วันหลังจากคอนเสิร์ตก็เป็นฟรีเดย์ 1 วัน  ซึ่งตอนกลางวันก็มีบาร์บีคิวปาร์ตี้เลี้ยง

ย่างเนื้อ

ขนมปัง

แล้วก็ใช้มีดชำแหละขนมปัง ยัดเนื้อเข้าไป ราดซอส

ซอสมีสามแบบให้เลือกค่ะ ไม่ใช่พวกซอสพริกซอสมะเขือเทศนะคะ  มีอะไรบ้างไม่รู้ ไม่รู้จัก  อันที่ใส่นี่รู้สึกจะเป็นฮันนี่มัสตาร์ด  หลายเสียงบอกว่าอร่อยสุด และหมดเร็วสุดด้วย หวาน ๆ หอม ๆ ดี

ขนาดผึ้งเกาะ

และมีอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ สลัดมากมาย มีแซลมอนตัวโตๆ  ได้กินหอยเป๋าฮื้อด้วยล่ะ อร่อยม้ากกกกกก

ฟีลละม้ายซิซเลอร์...

สตรอเบอรี่

 

เยอะแยะมากมาย

ไอศกรีม+สตรอเบอรี่สดๆ  สุดยอดดดดดดดดดดดด =w=b

 

หลังบาร์บีคิวปาร์ตี้  ก็ได้ไปสวนสัตว์ค่ะ

ศูนย์วายร้ายบ่อณรงค์ (?)

เป็นเหมือนสวนสัตว์ป่า ที่มีพวกสัตว์พื้นเมืองอันขึ้นชื่อทั้งหลายของออสเตรเลียน่ะค่ะ  พวกที่ปรากฏเป็นของที่ระลึกทั้งหลาย  มาอยู่แบบตัวเป็นๆ

จ่ายค่าเข้าชมเสร็จ จะได้อาหารจิงโจ้มาคนละถุง

จิงโจ้เป็นสัตว์ที่เชื่องและคุ้นคนมากกกกกกกกกกก  พอล้วงอาหารออกมาป้อน จิงโจ้จะเข้ามากินถึงมือเลยล่ะค่ะ

ที่เห็นรั้วกั้นนี่คือตรงด้านหน้าสุดเลย  ความจริงมีทางเข้าค่ะ  หลังจากนี้ก็เดินเข้าไปข้างใน  ไปคลุกคลีเล่นหัวลูบหัวกอดรัดกับจิงโจ้ตามสบาย

ระยะประชิดของจริง  ไม่ได้ใช้ซูม

สุมหัว

มองไรยะ จิงโจ้จะนอน

 

ตามด้วยโคอาล่าค่ะ  เจ้านี่่อาจจะเรียกได้ว่าถ่ายง่าย เพราะมันอยู่นิ่ง  แต่ก็ยาก  เพราะว่าเข้าไประยะประชิดแบบจิงโจ้ไม่ได้ค่ะ  มีคอกล้อมไว้  ต้องซูมเข้าไป แถมหามุมถ่ายยาก เพราะมันแฝงตัวอยู่ในดงกัมทรี (ต้นยูคาลิปตัสนั่นแหละค่ะ ที่นี่เขาเรียกกัมทรี)

ความเห็นส่วนตัว เราว่าโคอาล่าเป็นสัตว์ที่หน้าตากวนตรีนส์มาก -.-"

เกาตูด

ข้อมูลบนป้ายข้าง ๆ คอกเขียนไว้ว่า  โคอาล่าใช้เวลา 20 ชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการนอน และ 4 ชั่วโมงกับการกิน

ชีวิตมัน...น่าอิจฉาชะมัดเลยฟร่ะ

 

ต่อด้วยนกอีมูค่ะ  เป็นสัตว์ประจำชาติอีกหนึ่งอย่างที่อยู่บนตราของออสเตรเลียคู่กับจิงโจ้

 

และ...สุดที่รักขวัญใจเค้า  Tasmanian Devil  ทาสมาเนียนเดวิล อรั๊ยยยยย

เค้าเป็นสัตว์ดุร้ายนะตัว

เจ้านี่ค่อนข้างถ่ายยากค่ะ ตัวเล็ก  แถมไม่ค่อยอยู่นิ่ง  ถ้าไม่มุดหลบอยู่ในโพรงหรือในกอไม้กอหญ้า  ก็วิ่งไม่หยุดเลยล่ะ

และนี่...รูปที่คนถ่ายประทับใจมากที่สุดในบรรดารูปทั้งหมดของทริปนี้ที่ถ่ายมา

จังหวะฟลุคมากค่ะ  แบบว่าเราซูมกล้องตามอยู่  แล้วเค้าก็วิ่งมาเกาะที่ขอบคอกแล้วแหงนหน้าขึ้นมา เราก็กดชัตเตอร์ได้จังหวะพอดี  (ซูมลงไปน่ะ ไม่ได้เข้ามาใกล้กล้องขนาดนี้หรอกนะ แต่ระยะก็ห่างกันแค่รั้วกันเอง)

 

ออกจาก Bonorong ก็เย็นแล้วล่ะค่ะ  คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในออสเตรเลียแล้ว  โฮสต์ก็ให้พวกเราเข้าครัวโชว์อาหารไทยกันสักมื้อ

ซูเปอร์มาร์เกตออสเตรเลีย  ที่ไปจ่ายกับข้าวกัน

หุงข้าว ทอดไข่  เมนูสามัญประจำบ้าน

แต่หุงข้าวที่นี่ไม่ได้มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบเมืองไทยนะคะ  ดูเหมือนว่ามื้อนี้โฮสต์แต่ละบ้านก็จะให้เด็กไทยโชว์ฝีมือกันเกือบทุกบ้าน  แต่ละบ้านก็ต้องสุมหัวหาวิธีทำข้าวให้สุก หอม อร่อย ให้ได้มากที่สุดล่ะค่ะ (ยังดีไม่ถึงกับก่อเตาสามเส้าหุงด้วยกระบอกไม้ไผ่)  บ้านเราก็เอาข้าวเอาน้ำใส่หม้อแล้วหุงให้น้ำงวดธรรมดา  ปรากฏตอนแรกน้ำน้อยไป ข้าวไม่สุก  ก็เติมน้ำ คนๆๆ แล้วตั้งไฟต่อ (แุถมหม้อไม่มีรูให้ไอน้ำออกด้วยล่ะ  ต้องเอาไม้ขัดฝาหม้อ)  ก็คุยกันว่าไม้ตายสุดท้าย ถ้าสุดเยียวยายังไงก็ทำข้าวต้มละกัน  แต่พอเติมน้ำแล้วก็โชคดีออกมาสุกนุ่มพอดีค่ะ

บ้านอื่น ๆ ก็ดิ้นรนกันไป  มีบ้านนึงหุงออกมาแฉะก็เลยเอาไปผัด (ความจริงต้องเรียกคั่วสิเนาะ) ใ้ห้แห้ง  อีกบ้านได้ข่าวเอายัดไมโครเวฟเลย  ก็ว่ากันไป...

ข้าวสวย ผัดผัก ไข่เจียว  เบซิคเบสิค  ก็ไม่กล้าทำอะไรที่รสชาติมันจัดจ้านนัก เพราะโฮสต์บ้านเราอายุมากแล้ว  กลัวจะกินกันไม่ได้

ปิดท้ายความประทับใจ ณ โฮบาร์ต ทาสมาเนีย กันแค่นี้ล่ะค่ะ  เช้าวันรุ่งขึ้นก็ตื่นแต่เช้า แล้วก็ไปสนามบินเลย

 

แถม...บนเครื่องบินขากลับ

มาม่าถ้วยละร้อยห้าสิบบาท orz  (นิสชินคัพนู้ดเดิลของญี่ปุ่นค่ะ  ตัวหนังสือมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเลย)

จุดเริ่มต้นมาจากถ้วยตรงกลางค่ะ  เมื่อเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เราบ่นหิว  ไป ๆ มา ๆ เพื่อนอีกฝั่งก็เอาด้วย  เราเล็งเห็นว่าทนให้มีบะหมี่ถ้วยมายั่วข้าง ๆ สองถ้วยไม่ไหวแน่ ๆ เลยเอาด้วยอีกคน  และพอเจอคอมโบกลิ่นคัุพนู้ดเดิลสามถ้วยโชยกระจาย หลังจากนั้นมันก็แพร่ระบาดไปทั่วเลยค่ะ  สั่งกันใหญ่  แม้แต่คนที่ตอนแรกบอก โอ๊ยแพง ไม่ไหว กินไม่ลงหรอก  ก็ยังต้องยอมแพ้ค่ะ  บางคนหัวหมอ บอกกินหมดแล้วขอถ้วย เอาไปใส่มาม่าไทยแล้วขอน้ำร้อนจากแอร์  คราวนี้เลยเริ่มมีมาม่าคัพของไทยมาขอน้ำร้อนกันใหญ่

ได้ยินแอร์คุยกัน "เฮ้ย เครื่องเรามีรสนี้ด้วยเหรอ"  ...รสต้มยำกุ้ง

อา...รสชาติของไทยแลนด์

 

ภาพแถมท้ายค่ะ  เมื่อกลับมาบางกอกแล้ว

เค้าเป็นสัตว์ดุร้ายจริง ๆ นะ  ตัวนี้ตามกลับมาเมืองไทยค่ะ   ส่วนตัวขาวนั่นท่านเจ้าของบ้าน ลูกชายแม่เราค่ะ

และก็ได้ไปพบกับ...

สยามปิด!!!!

น่าจะเีรียกได้ว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต...หรือเปล่า  กลับมาถึงไทยวันที่ 6 พอวันที่ 8 ก็ต้องไปเล่นที่ศศินทร์ จุฬาฯ ค่ะ  ประกันชีวิตที่ทำให้สำหรับทริปนี้ก็หมดวันที่ 6 พอดี  แหม ขอต่ออีกสักสองวันก็ไม่ได้

ก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพค่ะ  พอวันที่ 9 ก็ไปมหาลัย เ้ข้าคณะไปจัดการคืนเครื่องดนตรีอะไรให้เรียบร้อย  ตอนออกจากคณะก็ไม่มีอะไร มาถึงวงเวียนใหญ่แม่โทรถามว่าอยู่ไหนแล้ว ทหารเริ่มเสริมกำลัง  แต่วันนั้นก็ยังไม่มีอะไร  กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพอีกครั้ง  และหลังจากนั้นก็ยังไมไ่ด้ออกจากบ้านอีกเลยจนถึงตอนนี้...

หลังจากนี้ก็ต้องเตรียมตัวเรื่องไปเยอรมันอย่างจริงจังแล้วล่ะ  แต่หนูจะไปเกอเต้ได้ยังไงล่ะเนี่ย orz

 

รักษาชีวิตและสุขภาพกันด้วยนะคะ  รักมนุษยชาติทุกคนค่ะ m(_ _)m

 

อ๊ะลืม...ใครยังไม่ได้ชมภาคแรก

Amazing Australia I

ว่าด้วยความลักลั่นย้อนแย้งในออสเตรเลีย อาทิ
- ประตูห้องน้ำพิศวง
- หอยมือถือ (?)
- และอื่นๆ

อย่าลืมสาดน้ำกันหน่อยนะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบ

Amazing Australia I

posted on 13 Apr 2010 12:43 by pianocorner

กลับมา (เกือบอาทิตย์) แล้วค่าาาาาาาาา

กลับถึงไทยแทบละลาย orz  ออสเตรเลียขณะนี้เป็นฤดูใบไม้่ร่วง อุณหภูมิ 10 กว่า ๆ องศา  เย็นสบ๊ายยยยย  เย็นพอ ๆ กับวันที่หนาวที่สุดของกรุงเทพในปีที่หนาว ๆ เลยล่ะค่ะ

อา ขอประเดิมด้วยภาพกลุ่มคนเสื้อดำชุมนุมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ...

(แปะพอเป็นพิธี)

หลายคนเจอคนถามว่า "เป็นนักกีฬาเหรอ"  "จะไปแข่งอะไร" กร๊ากกกกก

แจคเกตเหมือนเสื้อนักกีฬาทีมชาติจริงๆ

ขนาดขากลับก็มีคนถาม

"เป็นนักกีฬาเหรอ"
"เปล่าค่ะ เป็นนักดนตรี"
"ไปแข่งมาเหรอ"
"ไปแสดงค่ะ"
"เหรอ ได้ที่เท่าไหร่ล่ะ"

...orz...

 

สำหรับเรา นี่เป็นการไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ  เคยขึ้นเครื่องบินตอนเด็ก ๆ แต่ก็จำไมไ่ด้แล้ว  ตอนนั้นยังเด็กอ้ะ แถมไปกับพ่อแม่ เกาะแม่อย่างเดียว 555

ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งใหญ่พอสมควรค่ะ  ทริปนี้เราไปแสดงที่เมืองโฮบาร์ต เกาะทาสมาเนีย  ก็ต้องบินจากกรุงเทพไปเมลเบิร์น แล้วก็จากเมลเบิร์นไปโฮบาร์ต  ขากลับก็บินกลับจากโฮบาร์ตมาเมลเบิร์น แล้วถึงบินจากเมลเบิร์นกลับกรุงเทพ

ทริปเดียว 4 ไฟลท์  คุ้มมาก  เอาแบบคนไม่เคยขึ้นเครื่องบินก็โปรกันในทริปเดียวกันเลย

ตลอดทริปสายการบินที่บินคือเจ็ตสตาร์  เป็นสายการบินโลว์คอส  ไม่มีอะไรให้เลยนอกจากน้ำเปล่า 1 ขวด  ถ้าอยากกินอยากดื่มอะไรต้องซื้อเองค่ะ

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสายการบินอื่น ๆ เป็นยังไงนะ  จะมีอะไรอย่างนี้หรือเปล่า...

ประตูห้องน้ำ  "ห้ามสูบบุหรี่ในห้องน้ำ"

แต่ไอ้ที่เขี่ยบุหรี่ข้าง ๆ นั่่นมันอะร้ายยยยยยยยยย

...ไทยเกิร์ลไม่เข้าจึย orz

 

เอาเถอะ...

 

มาถึงเมลเบิร์นโดยสวัสดิภาพค่ะ  พอเดินออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า เพื่อไปตึกข้าง ๆ ก้าวแรกที่ออกนอกอาคารเท่านั้นแหละ  อากาศเย็นก็ปะทะเข้าเต็ม ๆ โฮ้ยยยย สุขสุดๆ

แต่...

...ปัญหาคือ พวกเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ที่โหลดใส่คอนเทนเนอร์มา  เขาบอกว่าคอนเทนเนอร์ที่ใส่มามันใหญ่ไป  สรุปก็คือ ต้องเดินไปเอาเครื่องที่อีกฟากสนามบิน...

ตามที่เห็นลูกศรสีแดง คือทางมันเลี้ยว คือเดินมาจากแถว ๆ นั้นแหละค่ะ (ไำกลกว่าที่เห็นในรูปอีก )

กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง กว่าจะไป กว่าจะหาเจอ กว่าจะกลับมา  หมดไปหลายชั่วโมง

ไฟลท์จากเมลเบิร์นไปโฮบาร์ตนี่ต้องแยกเป็นสองกลุ่มค่ะ เนื่องจากทางวิืทยาลัยดำเนินการช้า -*-  แล้วมันเป็นช่วงอีสเตอร์ ตั๋วเครื่องบินก็เลยค่อนข้างเต็ม ไม่สามารถจองไปด้วยกันหมดได้ในไฟลท์เดียว  และเนื่องจากเสียเวลาในการตามล่าหาเครื่องดนตรีกันนานมาก พอกลับมาถึงอาคารผู้โดยสารปุ๊บ  คนที่ต้องไปกรุ๊ปแรกก็โดนต้อนไปเช็คอินขึ้นเครื่องทันที ข้าวปลาไม่ต้องกิน

ส่วนเราอยู่กรุ๊ปหลัง  ก็ออกจากสนามบิน เดินไปโรงแรมที่อยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 5 นาที โดยเดินออกจากสนามบินทางฟากตรงข้ามกับฝั่งที่เดินไปเอาเครื่อง (สรุปได้เดินทั่วสนามบินเมลเบิร์นแล้วค่ะ)

ห้องพักที่โรงแรมค่ะ  ห้องเล็ก ๆ แต่จัดดีมาก  เตียงที่เห็นเป็นเตียงคู่ แล้วก็มีเตียงชั้นบนที่เห็นเป็นชั้นอยู่ตรงหัว  ห้องนึงก็จะนอนได้สามคนสบายๆ

และห้องน้ำที่นี่...ไม่มีล็อคค่ะ orz

แถมบนประตูมีสติกเกอร์แปะไว้ว่า...

"กรุณาปิดประตูขณะอาบน้ำ"

แง้กกกกกกกกกกกกก  orz

 

เก็บข้าวเก็บของเสร็จ ก็ออกจากโรงแรมเพื่อไปหาอะไรกิน  ใกล้ ๆ โรงแรมมีร้านแมคโดนัลด์  แต่อาจารย์ที่มากับกลุ่มเสนอว่า ไปหาอะไรกินที่สนามบินดีกว่า เพราะจะมีให้เลือกเยอะกว่า  แต่ก็บอก ไมไ่ด้บังคับ ใครอยากไปแมคก็ได้ ใครอยากไปสนามบินก็ได้

ทุกคนก็พร้อมใจไปที่สนามบินกันแหละค่ะ  กินร้าน Nando อาหารออกแถว ๆ เม็กซิกันหรืออะไรพวกนั้นมั้ง ไม่เชี่ยวชาญ  แต่พวกซอสจะเน้นพวกสไปซี่ หน้าตาก็ไม่ค่อยเหมือนอาหารฝรั่งที่คุ้น ๆ เท่าไหร่น่ะ่ค่ะ

กระดาษทิชชู โฆษณาขายแฟรนไชส์กันอย่างนี้เลยทีเดียว...

กินเสร็จก็เดินเที่ยวกันแถว ๆ นั้น  ตอนนี้สลายกลุ่มแล้วค่ะ  นัดรวมกันอีกทีพรุ่งนี้เช้าเลย (แต่ก็เดินวนไปวนมา เจอกันไปเจอกันมาอยู่แถวนั้นแหละ)

พอดีวันที่ไปถึงเป็น Good Friday (วันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์) ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และห้าง ร้านค้าต่าง ๆ ที่นี่ ปิดในวันหยุดราชการค่ะ

ก็เลยได้แต่อยู่กันในสนามบินนั่นแหละ

จากร้านในสนามบิน... ปลั๊กไฟแอฟริกาค่ะ

มหึมามาก (โปรดเทียบขนาดกับมือ)

ใครจะไปบอลโลกก็เตรียมไว้เน้อ

นี่คือ...ที่จอดรถ

ไปทำอะไรน่ะเหรอ?

ภาษาไทยบ้าน ๆ เขาเรียกง่าย ๆ ว่า "หลง" ไงล่ะ

 

สุดท้ายก็กลับโรงแรมโดยสวัสดิภาพ  เข้านอนแต่หัวค่ำเพราะต้องวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า  แต่ปรากฏว่า...นอน ๆ ไป  มือถือดังตอนเที่ยงคืน  AIS ส่งเมสเซจมาบอกว่า คุณสามารถใช้บริการ Freedom Planet ได้แล้ว

ขอบคุณค่ะ แต่ตอนนี้กรูจะนอนนนนนน TT^TT

 

วันต่อมาก็บินไปโฮบาร์ตค่ะ

พระอาทิตย์ขึ้น จากหน้าต่างเครื่องบิน  รูปนี้เพื่อนถ่ายให้ค่ะ เพราะฝั่งที่เรานั่งเป็นทิิศตะวันตก

จากหน้าต่างฝั่งเราจะเห็นเป็นอย่างนี้

ของจริงสวยมากกกกกกกกกก สวยจริงๆ สวยสุดๆ โอย สวยยยยยย

ตอนพระอาทิตย์กำลังขึ้นสีจะสวยมาก ๆ เห็นท้องฟ้าเป็นชั้น ๆ เลยล่ะ  พอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็จะเห็นเป็นทะเลเมฆ  แต่เสียดายถ่ายรูปไม่ถนัดเพราะเราไ่ม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แถมติดปีกเครื่องบินอีกต่างหาก กล้องก็ซูมไม่ได้มาก แหงะ

นี่เป็นตอนที่เครื่องบินลดระดับค่ะ เห็นเมฆเป็นชั้น ข้างบนเป็นท้องฟ้า ข้างล่างเป็นแผ่นดิน

แล้วก็ลงมาเหยียบโฮบาร์ต  แค่ที่สนามบินบรรยากาศก็แตกต่างจากเมลเบิร์นแล้วค่ะ  คนที่นี่น่ารัก เป็นมิตรมาก ๆ เลยล่ะ

ที่ออสเตรเลียนี่่เขาใช้หมาตรวจกระเป๋าค่ะ  ตอนรอรับกระเป๋าที่สนามบินเมลเบิร์นเขาก็จูงหมามาเดินดม  ส่วนที่โฮบาร์ตนี่ หมาขึ้นไปวิ่งบนสายพานเลยค่ะ คอยดมกระเป๋าที่ไหลมาตามสายพาน น่าร้ากกกกก

 

อาหารมื้อแรกที่โฮบาร์ตค่ะ  Salmon Patties เป็นแซลมอนสับ กับมันฝรั่ง และอื่น ๆ ปั้นเป็นก้อน  เห็นแค่นี้ อิ่มมากกกกกก

วันที่ไปถึงพอดีเป็นวันเสาร์ค่ะ ที่จัตุรัส Salamanca มีตลาดพอดี เลยได้ไปเดินตลาด  ที่นี่มีนักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก  แต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือคู่แรกที่เจอค่ะ

คู่นี้ไม่ได้เล่นในตลาด แต่เล่นตรงสะพานแถวท่าเรือค่ะ  คือที่ที่เราเล่นคือ Federation Concert Hall เป็นฮอลล์ที่ต่อกับโรงแรมแกรนด์แชนเซลเลอร์  และฝั่งตรงข้ามจะเป็นท่าเรือค่ะ

ที่เห็นเป็นบ้องไม้ยาว ๆ นั่นคือ Didjeridoo เป็นเครื่องดนตรีพื้นเืมืองของออสเตรเลีย  คนที่เล่นบอกว่าเขามีเชื้อสายอะบอริจินส์ด้วยล่ะ

น้ำทะเลที่นี่ใสมากเลยค่ะ ใสจนเห็น...

โทรศัพท์มือถือ!!!!

ของใครวะเฮ้ย =[]=  ลงไปทำอะไรอยู่ในทะเล orz  เป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมนะเนี่ย...

 

มาที่ตลาดค่ะ 

บรรยากาศตลาด มีพวกของแฮนด์เมดมาขายเยอะแยะเลยค่ะ  แต่ส่วนมากราคาค่อนข้างสูง  แต่ก็มีร้านขายพวกของที่ระลึกเหมือน ๆ กับที่ขายในร้านข้างนอกด้วย แต่ในตลาดนี่ถูกกว่า

น้ำแข็งไสออสเตรเลีย  ไปขอลองชิมคำนึง  อร่อยยยย  
(อากาศเย็น ๆ ต้องกินน้ำแข็งไส - หมายเหตุ โปรดสังเกตผ้าพันคอ หนาวขนาดนั้นอะ)

 

ที่โฮบาร์ตนี่พักกับโฮสต์แฟมิลี่ค่ะ  บ้านที่เราอยู่อยู่กันสามคน คือเรา แล้วก็อีกสองคนที่เห็นอยู่ในรูปโรงแรมข้างบน

ห้องที่เรานอนค่ะ สวยม้ากกกกกกกกกกกก

โต๊ะเครื่องแป้ง

ห้องนี้เรานอนคนเดียวค่ะ อีกสองคนนอนด้วยกันอีกห้อง โอน้อยออกเอา  อีกห้องไม่สวยเท่านี้ เป็นห้องธรรมดา ห้องนี้คิดว่าน่าจะจัดไว้เป็นหัองพักแขกค่ะ เพราะสวยมากเลย  (แต่ถ้าใครที่ถือเรื่องฮวงจุ้ยคงนอนไม่ค่อยลง  เพราะกระจกนี่อยู่ปลายเตียงเป๊ะเลยค่ะ  พอดีเราไม่ถือ)

 

ขอปิดท้ายภาพเซ็ตนี้ด้วยการโฆษณาหนังสือให้คุณวิชัยสักหน่อยค่ะ

 

สุดท้ายนี้...

บางกอกร้อนมากกกกกกกกกกกกกกก

ใครเข้ามา ขอน้ำหน่อยค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาา