"...Past the point of no return
No backward glances..."
อัพชิลล์ๆ อีกสักเอนทรี่ละกันเนาะ หลังจากนี้อาจมีย้อนประวัติศาสตร์กัน ประวัติศาสตร์สนุกนะ (ถ้าไม่เจออาจารย์แบบ...)
ก่อนอื่น ขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจจากเอนทรี่ที่แล้วมากๆ เลยนะคะ -/|\- ที่จริงไม่เป็นไรมากหรอก พอดีอาทิตย์ที่แล้วเป็นช่วงฮอร์โมนแปรปรวน อารมณ์เลยปรวนแปร อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ (ปกติก็โคตรง่ายอยู่แล้ว) จริงๆ เราไม่ได้อะไรมากมายหรอก มันเครียดจัดก็ท้อบ้าง แต่ยังไงเราก็เลือกทางของเราเอง เพราะงั้นยังไงเราก็ไม่เสียใจหรอก
ตอนนี้ก็...มันไปแล้วครับพี่น้อง ส่งเทปกะใบสมัครไปแล้ว ส่ง EMS ไปเมื่อบ่ายนี้เอง กลับถึงบ้านเช็คสถานะบอกว่าปิดถุงแล้วเรียบร้อย เค้าบอกจะถึงพรุ่งนี้เช้า ก็โอเค ค่อยสบายใจหายห่วง อย่างน้อยจะตกรอบก็ขอว่าเป็นเพราะฝีมือไม่ถึงเถอะ ทำใจได้ แต่ถ้าเป็นเพราะใบสมัครส่งไม่ถึงนี่คงคาใจไปตลอดชีวิต เมื่อคืนหลับฝันสะเปะสะปะทั้งคืน ฝันว่าลืมส่งใบสมัคร ส่งไปแล้วไม่ถึง ฯลฯ รู้สึกตัวต้องใช้เวลาเกือบสองสามนาทีระลึกชาติว่าที่จริงตูเพิ่งอัดเทปเสร็จเมื่อวาน แล้วกำลังจะไปส่งวันนี้นี่หว่า
สรุปวันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้กินข้าวฮ่ะ ได้มากินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเอาก็มื้อเย็นเลย (กินขนมผักกาดกะเปาะเปี๊ยะทอด ก็ไม่ได้กินข้าวอยู่ดี) มื้อเช้าปกติเรากินไม่มากอยู่แล้ว เป็นพวกระบบย่อยอาหารตื่นสาย เช้าๆ จะกินอะไรไม่ค่อยลง แล้วพอมื้อเที่ยงซึ่งปกติจะกินเป็นเรื่องเป็นราว วันนี้วิ่งวุ่นมากเรื่องจัดการส่งใบสมัคร ต้องรีบกลับมาเรียน theory ให้ทันด้วย ก็กลับมาทันพอดี แต่ไม่มีเวลากินข้าว
ยังไงก็ส่งไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ขอบคุณพี่ป๋องมากๆ เลย ถ้าไม่ได้พี่ป๋องช่วยนี่แย่แน่ๆ ถ้าพี่ป๋องเป็นผู้หญิงนี่โดดกอดไปแล้วนะเนี่ย
บอกว่าจะประกาศผลภายในเดือนกรกฎา พูดตรงๆ เราไม่หวังอะไร รู้ตัวว่าทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร มันไม่ดีพอที่จะส่งแข่ง แต่ ณ เวลานี้ เราก็คงทำได้แค่นี้แหละ อัดเทปไปตั้งหลายรอบ มันก็ไม่ได้ดีกว่านี้แล้วล่ะ เราเสียใจที่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง แต่ก็ทำใจได้เพราะมันเป็นขีดจำกัดของเรา (เอ๊ะ ยังไงวะ)
ที่จริงตั้งใจจะเล่าถึงช่วงเตรียมส่งเทปแข่ง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะเล่าอะไร มันก็คล้ายๆ สมัครอย่างอื่นแหละมั้ง กรอกใบสมัคร เตรียมหลักฐานตามที่เขาเรียก (ประวัติ รูปถ่าย สำเนาใบเกิด อะไรพวกนี้) แล้วก็อัดเทป
ช่วงก่อนส่งนี่แหละที่เครียด ตอนอัดเทปก็เครียดแบบจิตตกตามที่เล่าไปแล้ว พอทำใจกะเทปได้ คราวนี้ก็มาประสาทกะพวกหลักฐานใบสมัครอีก ที่จริงเราเตรียมพร้อมล่วงหน้าไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังคงเช็คซ้ำเช็คซากอยู่นั่นแหละ อย่างที่ว่า ถ้ามันจะไม่เข้ารอบก็ขอให้เป็นเพราะฝีมือไม่ถึงเถอะ อย่าให้เป็นเพราะหลักฐานไม่ครบหรือเกิดแอ๊คซิเด๋นอะไรตอนส่งเลย
พอส่งไปแล้วก็...ปลงๆ ละ ตั้งใจซ้อมเตรียมสอบกลางภาคได้ละ ไอ้ที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคอยย้อนไปมองมัน รุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า เวลาตัดสินใจอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญๆ ให้คิดให้ดี และตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่มีใครตัดสินใจแทนใครได้ ถ้าตัดสินใจแล้วก็ให้มุ่งไปข้างหน้า อย่าย้อนกลับไปมองข้างหลัง แล้วเราจะไม่เสียใจเพราะมันเป็นการตัดสินใจของเราเอง
ชีวิตของเราเต็มไปด้วยการเลือก การตัดสินใจ เช่น มีห้องซ้อมว่างอยู่สองห้อง ห้องนึงเปียโนห่วย อีกห้องเปียโนดีแต่ไม่มีเก้าอี้ (เวรก๊รรม...เวรกรรม) จะเลือกห้องไหนดี เป็นต้น เรื่องบางเรื่องการตัดสินใจมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกะชีวิตมากมายนัก เช่น เย็นนี้จะกินอะไรดี ถ้าเลือกพลาด มันไม่อร่อย ก็แค่ไม่อร่อย เซ็งไป ก็แค่นั้น (ถ้าใครกินข้าวไม่อร่อยแล้วพาลอารมณ์ไม่ดีจนเสียงานเสียการ อันนั้นปัญหาสุขภาพจิตส่วนบุคคลนะครับ) แต่บางเรื่องการตัดสินใจมันก็อาจส่งผลต่อชีวิตไปอีกนาน เช่น ตัดสินใจเรื่องเรียนต่อ เรื่องการทำงาน และบางเรื่องก็มีผลถึงชีวิต เช่น เป็นโรคร้าย ต้องผ่าตัด มีโอกาสห้าสิบห้าสิบ จะเลือกอย่างไร
แต่ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เมื่อเราเลือกไปแล้วมันก็ผ่านไป เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ได้ ถึงจะเรื่องเล็กๆ อย่างตัดสินใจกินข้าวมันไก่ พอกินไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่อร่อย รู้งี้น่าจะกินผัดกะเพราดีกว่า แต่เราก็ย้อนกลับไปตัดสินใจกินผัดกะเพราแทนข้าวมันไก่ไม่ได้ ได้แต่กินผัดกะเพราในมื้อต่อไป อะไรอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มันมีผลถึงความเป็นความตาย ถึงเราจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ เราก็ยังเลือกใหม่ได้เสมอ เราศรัทธาในชีวิตนะ เราคิดว่าตราบใดที่ยังมีชีวิต ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถึงจะน้อยนิดแต่ก็ยังมีโอกาส ถ้าทิ้งชีวิตไปแล้วมันก็จบแล้วจบเลย อย่างเช่นการเลือกคณะเรียนต่อ มันดูมีผลมาก เพราะเกี่ยวพันไปจนถีงการทำงานด้วย แทบจะว่าชีวิตต่อไปในอนาคตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ เราว่ามันก็ไม่ใช่อะไรขนาดนั้นหรอก คนมากมายที่ไม่ได้ทำงานตรงกับสายที่ตัวเองเรียนมา แล้วเราว่ามันก็ไม่ใช่ว่าชีวิตหนึ่งเลือกได้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ พ่อเราเรียนหมอไปสี่ปี แล้วพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบ ก็เปลี่ยนไปเรียนวิศวะ หรือคณะเราก็มีพี่ที่เรียนอย่างอื่นแล้วเปลี่ยนมา หรือกระทั่งจบวิศวะแล้วก็กลับมาเรียนใหม่ ก็มี
เราอยากให้ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ตราบใดที่มันไม่ใช่ทางที่เห็นกันชัดๆ ว่าเป็นทางเสื่อม แต่ก็เข้าใจว่าพ่อแม่ส่วนมากก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แม้ว่าบางทีสิ่งที่ดีที่สุดในสายตาของพ่อแม่ ซึ่งก็มักจะต้องเป็นทางที่มั่นคง เสี่ยงน้อย อาจไม่ใช่ทางที่ลูกอยากจะเดินก็ได้
พอดีพ่อแม่เรามีหลักการว่าปล่อยให้ไปเจอเอง คุยกันแต่แรกที่เราตัดสินใจเรียนต่อเอก Performance ว่าเราไม่เหมาะหรอก แต่ก็ไม่เตือน ไม่ห้าม ปล่อยให้เราเรียนรู้เอง แม่บอกตอนนั้นห้ามจะฟังเหรอ แล้วแม่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนที่จะเรียน แล้วถ้าถามว่าเราเสียใจไหมที่เลือกเรียน ถึงแม้ว่าพอเรียนมาจริงแล้วจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะก็ตาม เราก็ไม่เสียใจนะ ไม่เสียใจเลยที่เลือกอย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะเราเป็นคนตัดสินใจเอง
แต่เราก็ไม่ได้ยุให้น้องๆ ลุกขึ้นมากบฏกะพ่อแม่นะ เราก็บอกไม่ได้ว่าการทำตามใจตัวเองจะดีกว่าตามพ่อแม่ เพราะตัวอย่างที่เชื่อพ่อแม่แล้วได้ดีก็มีเยอะแยะ หรือถึงรู้สึกว่าไม่ชอบทางที่พ่อแม่เลือกให้จริงๆ ถ้าสิ่งที่ตัวเองอยากทำมันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ถูกจำกัดด้วยอายุ ก็รอเรียนจบก่อนก็ได้ ครูเปียโนคนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่ทำให้เรามีวันนี้ได้ เขาก็จบเศรษฐศาสตร์มา แต่ถ้ามั่นใจว่าตัวเองพบทางของตัวเองแล้ว มั่นใจแน่ๆ ว่าไม่อยากไปทางที่พ่อแม่เลือกให้ อยากไปทางที่ตัวเองเลือกเอง เราว่าก็น่าจะคุยกับพ่อแม่ตรงๆ ให้รู้เรื่องไปเลย ดีกว่าทนตามใจพ่อแม่แล้วตัวเองไม่มีความสุข เพราะถ้าตัวเองไม่มีความสุข พ่อแม่ก็ยิ่งไม่มีความสุขนั่นแหละ แล้วถ้าตัวเองเลือกเอง ต่อให้ภายหลังรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็อย่าย้อนกลับไปเสียใจ มันเปล่าประโยชน์ที่จะคร่ำครวญกับสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ถ้ารู้ตัวว่าไม่ใช่จริงๆ ก็เปลี่ยนได้นี่นา
เคยได้ยินคนบอกว่า ชีวิตคนเราน่ะมันไม่นานหรอก อยากทำอะไรก็ทำเสียในขณะที่ยังทำได้ จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง
"...ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับมาเพื่อจะแก้ไข
ทุกเรื่องราวที่เคยผิดไป
ไม่มีใครจะฉุดรั้งเวลามันผ่านมาเพื่อจะผ่านไป
แต่ชีวิตคนยังมีให้ก้าวไป
เก็บความเจ็บไว้....ในกาลเวลา..."