วันนี้มีอีเวนท์เกิดขึ้นมากมาย

อันดับแรก พี่บัณฑิตซ้อมรับปริญญาที่คณะ แต่แวบลงไปแป๊บเดียว ยิงๆๆ ภาพตอนช่วงที่เขาพักหลังซ้อมรับเสร็จ ก่อนเริ่มพิธีแสดงความยินดี

สาดรูปโลด


พี่แอ๊ด


และพี่แอ๊ดอีกรูป คนแรกที่ขอถ่าย


พี่จอร์จ และพี่ตู้ด้านหลัง


พี่สาวๆ


พี่แอมมี่และพี่แบงค์


พี่ป๋อง...
สุดท้ายก็ได้ถ่ายรูปพี่ป๋องรูปเดียว แถมออกมาเบลออีกต่างหาก ยังไงก็ขอบคุณนะที่ยังอุตส่าห์ยิ้มให้ถ่าย จะขอถ่ายอีกก็ไม่กล้าแล้ว
เสียใจมากๆ เฝ้ารอวันนี้มานาน อยากแสดงความยินดี มีโอกาสได้ถ่ายรูปก็แค่วันนี้วันเดียว วันรับจริงยังไงก็คงไม่ได้ไป ทำไมต้องทำอย่างนี้้ด้วย?

แต่ยังไงสิ่งที่ผ่านไปแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วล่ะ โอกาสครั้งเีดียวในชีวิตมันก็ผ่านไปแล้ว พี่ป๋องจะไปเรียนต่อประเทศไหนเมืองไหนเป้ก็คงตามไปถ่ายรูปตอนรับปริญญาไม่ได้แล้วล่ะ


รูปหมู่

ส่วนตอนเที่ยง หลังเสร็จพิธีแล้วเขาถ่ายรูปกันเต็มที่ ก็ไม่ได้ลงไปถ่ายอีก เพราะวันเกิดอาจารย์เอริ ที่สอนไพรเวทตอนปีหนึ่งเทอมแรก แล้วตอนนี้ถึงเปลี่ยนครูแล้วแต่ก็ยังเรียน Small Ensemble อยู่

และก็ตัดเค้ก


ลืมถ่ายรูปหน้าเค้กชัดๆ แฮะ นึกได้ก็ตัดเรียบร้อยแล้ว จะเอามาต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ก็ขี้เกียจ แหะๆ

ดังนั้นแล พอกลับลงมาอีกทีพวกพี่บัณฑิตก็แยกย้ายกันไปเกือบหมดแล้ว ยังเจอพี่ป๋องกับพี่แอ๊ด แต่เห็นหน้าพี่ป๋องแล้วก็ไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูปอีก (ยังไม่รู้ด้วยว่ารูปนั้นเบลอ) เสียใจมากๆ

ก็ได้ถ่ายรูปพี่ตู้ พี่ติ๊ก พี่กิ๊ฟ แต่ขี้เกียจปรับรูปแล้ว ง่วง = ='

ปิดท้ายด้วยนี้แล้วกันค่ะ...

พี่อิ๋งอิ๋ง AF กะพี่แอม ทั้งสองคนเคยเป็นครูที่สอน Voice Class สมัยเรายังอยู่ ม.๔-ม.๕

วันนี้ีพี่อิ๋งอิ๋งสวยมากค่า XD (ถ้าดูแล้วไม่สวยให้โทษฝีมือถ่ายรูปเดี๊ยนเอง)

***********************

ถ่ายรูปตึกใหม่มา ใกล้เสร็จละ ตึกกว้างขวางใหญ่โต แต่ได้ข่าวว่าเป็นห้องซ้อมให้ ๘๑ ห้อง มันจะพอเหรอคะท่าน? เอาเหอะ ยังไงก็ดีกว่าไม่มีแหละ ตอนนี้ยังไม่เสร็จดี แต่พวกห้องอาจารย์ก็ย้ายไปกันแล้ว หลายคนก็ไปเรียนที่ตึกใหม่แล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะเปิดให้ใช้ห้องซ้อม แต่ก็ได้ยินว่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบเีสียง ซ้อมอยู่ห้องนึงได้ยินกันทั้งชั้น ก็เลยต้องแก้ไขก่อน


เอาเถอะ คงได้ใช้ก่อนเรียนจบล่ะนะ

******************************

ตอนค่ำ ไปดูคอนเสิร์ตมาค่ะ ที่เกอเธ่ เป็นฟรีคอนเสิร์ต นักเปียโนชาวโปแลนด์เล่นโปรแกรมของคีตกวีชาวโปแลนด์ล้วนๆ ตามปกติแล้วพูดถึงคีตกวีชาวโปแลนด์ ที่รู้จักกันดีก็ืคือ Chopin แต่รายการนี้มีโชแปงเพลงเดียวค่ะ (ไม่นับเพลงแถม) นอกนั้นเป็นของคีตกวีชาวโปแลนด์ท่านอื่น เป็นคอนเสิร์ตที่ดีมากๆ เลย

(ไม่ได้ถ่ายรูป)

*********************************

สุดท้าย กลับมาบ้าน ขอถ่ายอีกสักนิดด้วยความปลาบปลื้ม

มันคือ....

ผ่างงงงงง....

มันคือใบประกาศนียบัตรค่ะพี่น้อง จริงๆ ได้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่เพิ่งได้โอกาสถ่ายรูป มันตื่นเต้นอะไรนักหนาน่ะเหรอ...?

ก็...ตอนแรกนึกว่าเขาจะแนบมาให้พร้อมใบปริญญาซะแล้วน่ะสิ (ประชด)

เรื่องของเรื่องก็คือ ใบเนี่ย มีพิธีรับไปเมื่อตอนจบ ม.๖ แต่ได้มาแ่ค่แฟ้มเปล่าๆ ส่วนใบที่ควรจะอยู่ในแฟ้มน่ะ ตามมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ (สถานะปัจจุบัน : ปีสอง)

ได้ข่าวว่าพวกไปเรียนต่อที่อื่นหลายคนรอกันจนเลิกรอไปแล้ว...

"...Past the point of no return
No backward glances..."

อัพชิลล์ๆ อีกสักเอนทรี่ละกันเนาะ  หลังจากนี้อาจมีย้อนประวัติศาสตร์กัน  ประวัติศาสตร์สนุกนะ (ถ้าไม่เจออาจารย์แบบ...)

ก่อนอื่น ขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจจากเอนทรี่ที่แล้วมากๆ เลยนะคะ -/|\-  ที่จริงไม่เป็นไรมากหรอก พอดีอาทิตย์ที่แล้วเป็นช่วงฮอร์โมนแปรปรวน อารมณ์เลยปรวนแปร  อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ (ปกติก็โคตรง่ายอยู่แล้ว)  จริงๆ เราไม่ได้อะไรมากมายหรอก  มันเครียดจัดก็ท้อบ้าง แต่ยังไงเราก็เลือกทางของเราเอง เพราะงั้นยังไงเราก็ไม่เสียใจหรอก

ตอนนี้ก็...มันไปแล้วครับพี่น้อง  ส่งเทปกะใบสมัครไปแล้ว  ส่ง EMS ไปเมื่อบ่ายนี้เอง  กลับถึงบ้านเช็คสถานะบอกว่าปิดถุงแล้วเรียบร้อย เค้าบอกจะถึงพรุ่งนี้เช้า  ก็โอเค ค่อยสบายใจหายห่วง อย่างน้อยจะตกรอบก็ขอว่าเป็นเพราะฝีมือไม่ถึงเถอะ ทำใจได้  แต่ถ้าเป็นเพราะใบสมัครส่งไม่ถึงนี่คงคาใจไปตลอดชีวิต  เมื่อคืนหลับฝันสะเปะสะปะทั้งคืน  ฝันว่าลืมส่งใบสมัคร  ส่งไปแล้วไม่ถึง ฯลฯ  รู้สึกตัวต้องใช้เวลาเกือบสองสามนาทีระลึกชาติว่าที่จริงตูเพิ่งอัดเทปเสร็จเมื่อวาน  แล้วกำลังจะไปส่งวันนี้นี่หว่า

สรุปวันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้กินข้าวฮ่ะ ได้มากินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเอาก็มื้อเย็นเลย (กินขนมผักกาดกะเปาะเปี๊ยะทอด ก็ไม่ได้กินข้าวอยู่ดี)  มื้อเช้าปกติเรากินไม่มากอยู่แล้ว เป็นพวกระบบย่อยอาหารตื่นสาย เช้าๆ จะกินอะไรไม่ค่อยลง  แล้วพอมื้อเที่ยงซึ่งปกติจะกินเป็นเรื่องเป็นราว วันนี้วิ่งวุ่นมากเรื่องจัดการส่งใบสมัคร ต้องรีบกลับมาเรียน theory ให้ทันด้วย  ก็กลับมาทันพอดี แต่ไม่มีเวลากินข้าว

 ยังไงก็ส่งไปเรียบร้อยแล้วล่ะ  ขอบคุณพี่ป๋องมากๆ เลย  ถ้าไม่ได้พี่ป๋องช่วยนี่แย่แน่ๆ  ถ้าพี่ป๋องเป็นผู้หญิงนี่โดดกอดไปแล้วนะเนี่ย

บอกว่าจะประกาศผลภายในเดือนกรกฎา  พูดตรงๆ เราไม่หวังอะไร  รู้ตัวว่าทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร  มันไม่ดีพอที่จะส่งแข่ง  แต่ ณ เวลานี้ เราก็คงทำได้แค่นี้แหละ  อัดเทปไปตั้งหลายรอบ มันก็ไม่ได้ดีกว่านี้แล้วล่ะ  เราเสียใจที่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง แต่ก็ทำใจได้เพราะมันเป็นขีดจำกัดของเรา (เอ๊ะ ยังไงวะ)

ที่จริงตั้งใจจะเล่าถึงช่วงเตรียมส่งเทปแข่ง  แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะเล่าอะไร  มันก็คล้ายๆ สมัครอย่างอื่นแหละมั้ง กรอกใบสมัคร เตรียมหลักฐานตามที่เขาเรียก (ประวัติ รูปถ่าย สำเนาใบเกิด อะไรพวกนี้)  แล้วก็อัดเทป

ช่วงก่อนส่งนี่แหละที่เครียด  ตอนอัดเทปก็เครียดแบบจิตตกตามที่เล่าไปแล้ว  พอทำใจกะเทปได้ คราวนี้ก็มาประสาทกะพวกหลักฐานใบสมัครอีก  ที่จริงเราเตรียมพร้อมล่วงหน้าไว้หมดแล้ว  แต่ก็ยังคงเช็คซ้ำเช็คซากอยู่นั่นแหละ  อย่างที่ว่า ถ้ามันจะไม่เข้ารอบก็ขอให้เป็นเพราะฝีมือไม่ถึงเถอะ อย่าให้เป็นเพราะหลักฐานไม่ครบหรือเกิดแอ๊คซิเด๋นอะไรตอนส่งเลย

พอส่งไปแล้วก็...ปลงๆ ละ  ตั้งใจซ้อมเตรียมสอบกลางภาคได้ละ  ไอ้ที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคอยย้อนไปมองมัน  รุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า เวลาตัดสินใจอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญๆ ให้คิดให้ดี และตัดสินใจด้วยตัวเอง  ไม่มีใครตัดสินใจแทนใครได้  ถ้าตัดสินใจแล้วก็ให้มุ่งไปข้างหน้า อย่าย้อนกลับไปมองข้างหลัง  แล้วเราจะไม่เสียใจเพราะมันเป็นการตัดสินใจของเราเอง

ชีวิตของเราเต็มไปด้วยการเลือก การตัดสินใจ เช่น มีห้องซ้อมว่างอยู่สองห้อง ห้องนึงเปียโนห่วย อีกห้องเปียโนดีแต่ไม่มีเก้าอี้ (เวรก๊รรม...เวรกรรม) จะเลือกห้องไหนดี เป็นต้น  เรื่องบางเรื่องการตัดสินใจมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกะชีวิตมากมายนัก เช่น เย็นนี้จะกินอะไรดี  ถ้าเลือกพลาด มันไม่อร่อย ก็แค่ไม่อร่อย เซ็งไป ก็แค่นั้น  (ถ้าใครกินข้าวไม่อร่อยแล้วพาลอารมณ์ไม่ดีจนเสียงานเสียการ อันนั้นปัญหาสุขภาพจิตส่วนบุคคลนะครับ)  แต่บางเรื่องการตัดสินใจมันก็อาจส่งผลต่อชีวิตไปอีกนาน  เช่น ตัดสินใจเรื่องเรียนต่อ เรื่องการทำงาน  และบางเรื่องก็มีผลถึงชีวิต เช่น เป็นโรคร้าย ต้องผ่าตัด มีโอกาสห้าสิบห้าสิบ จะเลือกอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่  เมื่อเราเลือกไปแล้วมันก็ผ่านไป  เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ได้  ถึงจะเรื่องเล็กๆ อย่างตัดสินใจกินข้าวมันไก่ พอกินไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่อร่อย รู้งี้น่าจะกินผัดกะเพราดีกว่า  แต่เราก็ย้อนกลับไปตัดสินใจกินผัดกะเพราแทนข้าวมันไก่ไม่ได้  ได้แต่กินผัดกะเพราในมื้อต่อไป อะไรอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม  ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มันมีผลถึงความเป็นความตาย  ถึงเราจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้  เราก็ยังเลือกใหม่ได้เสมอ  เราศรัทธาในชีวิตนะ เราคิดว่าตราบใดที่ยังมีชีวิต ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  ถึงจะน้อยนิดแต่ก็ยังมีโอกาส  ถ้าทิ้งชีวิตไปแล้วมันก็จบแล้วจบเลย  อย่างเช่นการเลือกคณะเรียนต่อ มันดูมีผลมาก เพราะเกี่ยวพันไปจนถีงการทำงานด้วย  แทบจะว่าชีวิตต่อไปในอนาคตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนี้  แต่จริงๆ เราว่ามันก็ไม่ใช่อะไรขนาดนั้นหรอก  คนมากมายที่ไม่ได้ทำงานตรงกับสายที่ตัวเองเรียนมา  แล้วเราว่ามันก็ไม่ใช่ว่าชีวิตหนึ่งเลือกได้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่  พ่อเราเรียนหมอไปสี่ปี แล้วพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบ ก็เปลี่ยนไปเรียนวิศวะ  หรือคณะเราก็มีพี่ที่เรียนอย่างอื่นแล้วเปลี่ยนมา หรือกระทั่งจบวิศวะแล้วก็กลับมาเรียนใหม่ ก็มี

เราอยากให้ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง  ตราบใดที่มันไม่ใช่ทางที่เห็นกันชัดๆ ว่าเป็นทางเสื่อม  แต่ก็เข้าใจว่าพ่อแม่ส่วนมากก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แม้ว่าบางทีสิ่งที่ดีที่สุดในสายตาของพ่อแม่ ซึ่งก็มักจะต้องเป็นทางที่มั่นคง เสี่ยงน้อย  อาจไม่ใช่ทางที่ลูกอยากจะเดินก็ได้

พอดีพ่อแม่เรามีหลักการว่าปล่อยให้ไปเจอเอง  คุยกันแต่แรกที่เราตัดสินใจเรียนต่อเอก Performance ว่าเราไม่เหมาะหรอก  แต่ก็ไม่เตือน ไม่ห้าม ปล่อยให้เราเรียนรู้เอง  แม่บอกตอนนั้นห้ามจะฟังเหรอ  แล้วแม่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนที่จะเรียน แล้วถ้าถามว่าเราเสียใจไหมที่เลือกเรียน ถึงแม้ว่าพอเรียนมาจริงแล้วจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะก็ตาม เราก็ไม่เสียใจนะ  ไม่เสียใจเลยที่เลือกอย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้  เพราะเราเป็นคนตัดสินใจเอง

แต่เราก็ไม่ได้ยุให้น้องๆ ลุกขึ้นมากบฏกะพ่อแม่นะ  เราก็บอกไม่ได้ว่าการทำตามใจตัวเองจะดีกว่าตามพ่อแม่  เพราะตัวอย่างที่เชื่อพ่อแม่แล้วได้ดีก็มีเยอะแยะ  หรือถึงรู้สึกว่าไม่ชอบทางที่พ่อแม่เลือกให้จริงๆ  ถ้าสิ่งที่ตัวเองอยากทำมันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ถูกจำกัดด้วยอายุ ก็รอเรียนจบก่อนก็ได้  ครูเปียโนคนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่ทำให้เรามีวันนี้ได้ เขาก็จบเศรษฐศาสตร์มา  แต่ถ้ามั่นใจว่าตัวเองพบทางของตัวเองแล้ว มั่นใจแน่ๆ ว่าไม่อยากไปทางที่พ่อแม่เลือกให้ อยากไปทางที่ตัวเองเลือกเอง  เราว่าก็น่าจะคุยกับพ่อแม่ตรงๆ ให้รู้เรื่องไปเลย  ดีกว่าทนตามใจพ่อแม่แล้วตัวเองไม่มีความสุข  เพราะถ้าตัวเองไม่มีความสุข พ่อแม่ก็ยิ่งไม่มีความสุขนั่นแหละ   แล้วถ้าตัวเองเลือกเอง  ต่อให้ภายหลังรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็อย่าย้อนกลับไปเสียใจ มันเปล่าประโยชน์ที่จะคร่ำครวญกับสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว  ถ้ารู้ตัวว่าไม่ใช่จริงๆ ก็เปลี่ยนได้นี่นา

เคยได้ยินคนบอกว่า ชีวิตคนเราน่ะมันไม่นานหรอก  อยากทำอะไรก็ทำเสียในขณะที่ยังทำได้  จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

 

"...ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับมาเพื่อจะแก้ไข
ทุกเรื่องราวที่เคยผิดไป
ไม่มีใครจะฉุดรั้งเวลามันผ่านมาเพื่อจะผ่านไป
แต่ชีวิตคนยังมีให้ก้าวไป
เก็บความเจ็บไว้....ในกาลเวลา..."

บันทึกเทป vs แสดงสด

posted on 22 Jun 2008 14:35 by pianocorner  in Experience

ถ้าถามถึงการแสดงสดกับบันทึกเทปว่าอย่างไหนกดดันกว่ากัน  หลายคนคงรู้สึกว่าการแสดงสดกดดันกว่า  เพราะพลาดแล้วพลาดเลย แก้ไขอะไรไม่ได้  ในขณะที่บันทึกเทป พลาดก็ยังอัดใหม่ได้

แต่สำหรับเรา  เรารู้สึกว่าบันทึกเทปกดดันกว่า  เพราะการที่มันสามารถแก้ไขได้นี่แหละ  ทำให้เราอยากจะทำให้มันออกมาดีที่สุด  ยิ่งเป็นการอัดเทปเพื่อส่งแข่ง ก็ยิ่งอยากให้ดี  ในการแสดงสดนั้น พลาดนิดพลาดหน่อยเป็นเรื่องปกติ  แต่พออัดเทป เราก็ไม่อยากให้มันมีข้อผิดพลาด  จะไม่ให้มีเลยคงยาก แต่อยากให้มันมีน้อยที่สุด อย่างน้อยพวกที่ผิดชัดๆ ก็ไม่อยากให้หลุดมา

และการอัดซ้ำเพื่อแก้ใหม่นี่แหละ เครียด  ยิ่งเป็นเพลงที่คิดว่าเราเล่นได้แล้ว  แต่พอถึงตอนอัดเทป กี่รอบๆ ก็ไม่ดีสักที ก็ยิ่งกดดัน  และพอเครียด กดดัน มันก็เลยยิ่งแย่  พอยิ่งแย่ก็เลยยิ่งเครียด  เป็นวงจรอุบาทว์ดีพิลึก

ส่วนการแสดงสดนั้น ดีไม่ดีก็รอบเดียวจบ  จบไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว  มันเหมือนจะกดดันนะ เพราะต้องทำให้ดีในรอบเดียวให้ได้  ไม่มีโอกาสแก้ตัว  แต่สำหรับเราแล้วมันเครียดน้อยกว่ากันเยอะเลย  ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะความคุ้นเคย ความคุ้นเคยนี่ก็มีผลเยอะนะ  เราเคยแสดงหลายครั้ง จนค่อนข้างชินกับการขึ้นเวที  แต่อัดวิดีโอส่งแข่งนี่...เพิ่งจะเคยครั้งแรกนี่แหละ  เครียดมากเลยขอบอก

พูดถึงถ่ายวิดีโอส่งแข่ง  เล่าให้ฟังนิดนึง  ถ่ายกับแกรนด์เปียโนฮ่ะ  ทีนี้จะตั้งโน้ตมันก็ดูไม่งามเพราะถ่ายเป็นวิดีโอ เห็นภาพ  ถ้าเป็นไฟล์ออดิโอมีแต่เสียงก็แล้วไป ถึงตั้งโน้ตก็ไม่มีใครรู้  แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโน้ตอยู่มันก็รู้สึกปลอดภัยกว่า  วิธีการก็คือ เอาสแตนด์โน้ตออกแล้ววางโน้ตราบไว้ ตั้งมุมกล้องต่ำหน่อยก็ไม่เห็นโน้ต  ประโยชน์ของมุมกล้องฮ่ะ

ที่จริงคนเก่งๆ เขาก็คงไม่เป็นเหมือนเราล่ะนะ  เห็นคนอื่นๆ เขาถ่ายกันรอบสองรอบก็โอเคแล้ว  เราอัดเป็นสิบรอบยังใช้ไม่ได้เลย   แล้วที่จริงความถนัดของแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจจะถนัดการบันทึกเทปมากกว่าแสดงสด  หรือบางคนที่คุ้นเคยกับทั้งสองอย่างแล้วเขาก็อาจจะรู้สึกต่างกันไปก็ได้  ถ้ามีโอกาสอยากสัมภาษณ์พวกระดับโลกจังเลยว่าเขารู้สึกอย่างไร

คราวนี้สาระน้อยหน่อยนะฮะ  ไว้ส่งเทปเสร็จอาจจะมาเล่าความรู้สึกทั้งหมดอีกที  อยากบันทึกไว้เป็นประสบการณ์หนึ่งของชีวิต

********************

ต่อไปขอระบายนะ  ป้ายเอานะคะ  ใครที่เขาไม่อยากมานั่งฟังอีนี่เพ้อจะได้ไม่ต้องรำคาญ

เหนื่อย...เครียด...ท้อ

มาถึงตอนนี้ เรารู้แล้วว่าทางที่เราเลือกเดินมา มันไม่ใช่ทางที่เหมาะกับเรา
เราไม่ใช่คนที่สามารถนั่งซ้อมนานๆ ทั้งวันได้  ไม่ได้มีความสุขกับตรงนั้น
และเราก็ไม่ใช่คนเก่ง ที่ซ้อมน้อยแต่ก็ยังเก่งได้
หลายคนซ้อมน้อยกว่าเรา แต่ก็เก่งกว่าเรา  เราไม่ได้อิจฉา แต่เราก็เครียดว่าทำไมเราทำไม่ได้
ในสายตาเพื่อนๆ เราดูเป็นคนขยัน  เราตื่นเช้ามาซ้อม ซ้อมอยู่จนดึกทุกวัน  ที่จริงไม่ใช่เพราะเรามีความสุขที่จะทำอย่างนั้น  แต่เรารู้ตัวว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นเราก็ไปไม่รอด

แต่ถึงอย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง  เราเคยสงสัยว่าเราคิดผิดหรือเปล่า  ที่ตัดสินใจเรียนต่อสาย Performance ทั้งที่อันที่จริงก็รู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามันไม่ใช่ตัวเรา  ตอนที่ตัดสินใจมันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบจริงๆ นะ
เราตอบตัวเองว่า เราคิดไม่ผิดหรอก  เราก็ได้อะไรมากมาย  และถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้น ให้ตัดสินใจใหม่  เราก็ยังคงเลือกเหมือนเดิม

ตอนนี้ เราตัดสินใจแข่ง Bangkok Chopin Competition
และเราก็ได้รู้ว่า เราคงไม่เหมาะกับการแข่งขันจริงๆ
ก่อนจะไปแข่งจริง  ต้องผ่านการคัดเลือกเทปก่อน  ซึ่งก็คัดแค่ ๒๐ คน
อย่าว่าแต่ไปแข่งกับคนอื่นเลย  ตอนนี้แค่แข่งกับตัวเองเราก็แพ้ย่ำแย่แล้ว
เทปยังอัดไม่เสร็จ  ใบสมัครยังไม่ได้ส่ง  เหลือเวลาหนึ่งสัปดาห์
เราเปลี่ยนใจทันไหม  ทันสิ  แค่ไม่ส่ง  ทุกอย่างก็จบ
แต่เราไม่อยากทำอย่างนั้น  เราตัดสินใจเองว่าจะแข่ง เราก็อยากจะไปให้ถึงที่สุด
กลัวไหม...กลัว  ทั้งกลัว ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ทั้งท้อ  แต่ก็ยังอยากจะเดินต่อไป
ก็เหมือนกับเรื่องที่เลือกเรียนทางนี้  เรารู้แล้วว่ามันไม่เหมาะกับเรา  แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็อยากไปให้จนถึงที่สุด  ตอนนี้ยังไม่ถึงที่สุด ยังเดินต่อไปได้ ก็จะเดินต่อไป  อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าที่สุดมันจะอยู่ตรงไหน
ถ้าถอยตอนนี้ เราก็จะคาใจไปตลอดชีวิต

การแข่งขันสำหรับเราแล้วเรากดดันตัวเองมาก
จริงๆ เราเป็นคนที่สมาธิไม่อยู่กับเรื่องใดเรื่องเดียว  เราเป็นพวกความสนใจเยอะ  สนใจนั่นนี่มากมาย  ทำอะไรต่ออะไรไปเรื่อย
ตอนนี้มีประโยคมากมายในหัวเราที่ขึ้นต้นว่า  “ไว้แข่งเสร็จเราจะ...”  อยากทำนั่นทำนี่มากมาย  แต่ยังก่อน  ตอนนี้ตั้งใจเรื่องแข่งก่อน
เราบอกตัวเองว่า ถ้าเทปไม่ผ่านก็ดี ถ้าเทปไม่ผ่าน  เราก็จะได้อิสระที่จะทำอะไรต่ออะไรอย่างที่อยากทำ  ถ้าเทปผ่าน เราก็ยังต้องติดแหง็กอยู่กับการเตรียมแข่งไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกาโน่นแน่ะ
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเกิดเทปตกรอบจริง เราจะเสียใจไหม  เสียใจสิ เสียใจมากด้วย  ก็ถ้าไม่อยากเข้ารอบ ถ้าไม่อยากไปแข่ง แล้วจะสมัครทำไม  ถ้าไม่อยากแข่งจริงๆ ก็ไม่ต้องสมัครแต่แรกก็สิ้นเรื่อง  เราตัดสินใจแข่ง เราก็ต้องอยากไปแข่งอยู่แล้ว  และก็อยากจะไปให้ได้ไกลที่สุดด้วย  เราไม่ได้ลงแข่งเพื่อจะแพ้ อย่างที่โนดาเมะพูดไว้นั่นแหละ

เมื่อวันพฤหัสกับศุกร์ เราอัดเทปเพื่อจะส่งแข่ง
เราเหนื่อย เราเครียด เราท้อ  เราร้องไห้
แล้วก็เตรียมเอกสาร เตรียมหลักฐานต่างๆ ที่ต้องใช้ในการสมัคร
แล้วก็ซ้อมเพื่อเตรียมอัดเทปใหม่ต่อไป
แล้วก็ร้องไห้อีก  แล้วก็ซ้อมใหม่ เอาใหม่
แล้วก็ไม่ได้อีก แล้วก็เครียด แล้วก็ร้องไห้...

เราเรียนที่นี่ แม้จะเหนื่อย จะเครียด จะท้อ แต่ไม่เคยมีเวลาให้หยุด
ไม่เคยมีเวลาให้มัวจมอยู่กับความเศร้า
ถึงเราจะตกรอบ  ถึงเราจะเสียใจ  แต่ก็ไม่มีเวลาให้หยุด  เราก็ยังต้องซ้อมเพื่อเตรียมสอบ
ถ้าล้มก็ต้องลุกขึ้นมา  ถ้ายังลุกไม่ขึ้นก็คลานต่อไป
ถึงจะต้องคลาน ถึงจะต้องกระดืบๆ ไป  ก็ยังต้องไปข้างหน้า

เราเหนื่อย...เราเครียด...เราท้อ...
แต่เราจะไม่ถอย

สวัสดีค่ะ ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว  ชีวิตวุ่นวายดีค่ะ  เสาร์อาทิตย์ได้กลับมานอนบ้านมีความสุขจังเลย  เวลานอนหอจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้พักผ่อนเต็มที่อยู่ตลอดเวลา เลยเหนื่อยค่ะ

เทอมนี้เรามีเรียนประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกตัวแรก  แต่จากที่ได้เรียนไปแล้วครั้งนึง บวกกับปากคำจากเหล่ารุ่นพี่  ทำให้ปลงได้ว่าไม่ควรไปคาดหวังอะไรกับวิชานี้มากนัก  แต่ด้วยความโชคดีที่สมัยม.ปลายได้เรียนกับอาจารย์ระดับเทพที่เก่งสุดยอด  ทำให้เราสนุกกับการเรียนประวัติศาสตร์มาก  และพอมีวิชาติดตัวมาหากิน(หาคะแนน)ได้ในตอนนี้

ตอนนี้เพิ่งปั่นรายงานฉบับเร่งด่วนเสร็จ มีเวลาทำวันกว่าๆ  ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  ก็เลยมาเล่าสู่กันฟังพอขำๆ แล้วกัน

กรณีสมมติที่ ๑
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์ยังคงดำรงชีพอยู่ด้วยความไม่รู้  ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีปัญหาถูกก๊อปงาน ยังล่าสัตว์เก็บผักขุดมันกินไปวันๆ  อยู่มาวันหนึ่ง นายกอนึกครึ้มใจออกไปเดินเล่นท่ามกลางฝนตกหนัก  เดินไปได้สักพักภรรยาสงสัยว่าทำไมไม่กลับมาสักทีจึงโทรตาม  นายกอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมารับ ฉับพลันสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาตายคาที่...
เฮ้ย!!! แล้วมันมีมือถือได้ไง???!!!
เอาน่า ก็บอกแล้วว่ากรณีสมมติ

เอาเป็นว่า ในสมัยโบราณนั้น  ยังไม่มีความเจริญทางวิทยาการ มนุษย์ยังไม่สามารถให้คำตอบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ได้  และมนุษย์ก็มีความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้  จึงยกให้เป็นเรื่องของเทพเจ้า  ดังเช่นนายกอผู้ถูกฟ้าผ่าตาย  คนสมัยนั้นยังไม่รู้ว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไร  รู้แต่มันทำให้ถึงตายได้  ก็เกิดความกลัว และฟันธงว่า อีตานายกอผู้นั้นคงไปทำอะไรให้เทพเจ้าพิโรธเป็นแน่แท้  ท่านบนสวรรค์ถึงได้ยิงเลเซอร์บีมเปรี้ยงลงมา

และเมื่อมนุษย์มีความเชื่อว่า ความเป็นความตายของตนขึ้นอยู่กับความพอใจของเทพเจ้า  จึงต้องมีการติดสินบาทคาดสินบนตามแต่จะคิดว่าเทพเจ้าพอใจ  นำมาสู่พิธีกรรมการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า  อ้าว แล้วทีนี้จะเรียกให้ท่านลงมารับเครื่องบูชายังไงดี  จะแหงนหน้าตะโกนเรียกก็ใช่ที่  สวรรค์มันอยู่ห่างตั้งเท่าไหร่  ตะโกนเสียงแห้งก็เกรงท่านจะไม่ได้ยิน

ก็เลยต้องมีการสร้าง “ภาษา” พิเศษขึ้นมา  สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้า  ภาษานี้ย่อมต้องพิเศษแตกต่างจากภาษาที่มนุษย์พูดคุยกันเอง  มีท่วงทำนองสูงต่ำมีจังหวะจะโคน  นั่นก็คือ “ดนตรี” ในรูปแบบหนึ่ง

กรณีสมมติที่ ๒
เอาไงดีหว่า  สมมติว่าจะพายเรือไปเที่ยวกัน  เรือลำญ้ายยยหญ่ายยยยยย  ต้องใช้คนช่วยกันพายหลายๆ คน  (ยังไม่มีมอเตอร์)  แต่ปรากฏว่าต่างคนต่างพาย พายกันคนละที  พายกันจนเหนื่อยจนหิว  เรือมันก็ไม่ไปถึงไหน ไม่ได้ไปเที่ยวสักที  ฉับพลันนั้นนายขอสมองใส  นึกขึ้นได้ว่าก็พายให้มันพร้อมกันก็หมดเรื่อง  แล้วทีนี้จะทำไงให้มันพร้อมกันได้  นายขอจึงรวบรวมเรี่ยวแรงส่งเสียงร้องให้จังหวะ  พอมีคนให้จังหวะ ทุกคนพายพร้อมกัน  ก็เลยได้ไปเที่ยวกันสักที

กรณีสมมติที่ ๓
ณ ดินแดนหนึ่ง  ปกครองโดยพระราชาผู้เอาแต่พระทัยตนเอง  คืนวันหนึ่งพระองค์เกิดอยากฟังเสียงนกร้องแกล้มเหล้า  เหล่าข้าราชบริพารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดึกป่านนี้ตูจะไปหานกที่ไหนมาร้องให้ท่านฟัง  วิ่งกันวุ่นวาย ไปเจอเอานายคอผู้สติไม่ค่อยเต็มบาท วันๆ ไม่ค่อยทำงานทำการอะไร  แต่ตอนนี้เจอนายคอนั่งเอาปล้องกกมาเป่าเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ ฟังประหลาด แต่ฟังไปฟังมามันก็มีส่วนคล้ายเสียงนกอยู่บ้าง  พลันมหาดเล็กผู้หนึ่งเกิดปิ๊งไอเดีย  หานกไม่ได้ก็เอาหมอนี่แหละวะ ส่งเข้าไปเป่าปล้องกกให้พระราชาฟัง  ปรากฏดันเป็นที่ถูกพระทัย  สั่งให้นายคอมาเป่าปล้องกกให้ฟังทุกคืน

หลายคืนต่อมา พระราชาชักทรงพระเบื่อ  ฟังแต่เสียงอีนี่มาหลายคืนละ  ไหนใครไปหาท่อนไม้หาอะไรมาเคาะๆ ให้มันครึกครื้นหน่อยซิ  เอาสาวๆ หุ่นอึ๋มๆ มายักย้ายส่ายสะโพก  ฮู้ย แสนจะเพลิดเพลินอุราเป็นยิ่งนัก

 ..............

มีคนทนอ่านมาถึงตรงนี้กี่คนเนี่ย? ไหน ใครยังฟังอยู่บ้างยกมือขึ้น  เอาล่ะ พูดจาไม่เป็นเรื่องเป็นราวมานานโข  ลองมาสรุปเข้าประเด็นดีกว่า

บทบาทหน้าที่หลักของดนตรีนั้นได้แก่
- เพื่อใช้ในพิธีกรรม (กรณีสมมติที่ ๑)  นอกจากการที่เป็นภาษาสำหรับติดต่อเทพเจ้าแล้ว  ยังมีจำพวกเพลงสรรเสริญ เพลงสดุดีต่างๆ  และยังมีดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม โดยเชื่อว่าเทพเจ้าองค์นั้นชอบดนตรีแบบนี้ ก็เล่นดนตรีแบบนี้ในพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าองค์นั้น (งงเว้ย) เพื่อให้เทพเจ้าพอใจ  รวมถึงดนตรีศาสนาด้วย
- เพื่อใช้ประกอบการทำงาน (กรณีสมมติที่ ๒)  เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง งานจะได้ลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ  ในภายหลังก็รวมถึงเพลงเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างทำงานด้วย เช่น เพลงเกี่ยวข้าว
- เพื่อความบันเทิง (กรณีสมมติที่ ๓)  ได้แก่... เยอะแยะมากมาย  โดยเฉพาะดนตรีในยุคหลังๆ  ก็คือดนตรีที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงแก่มนุษย์  ทั้งดนตรีในงานรื่นเริง ดนตรีประกอบการแสดง การเต้นรำ การเล่าเรื่องราว  ฯลฯ  มาจนถึงเพลงป๊อปสมัยนี้นั่นแล

แล้วดนตรีเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
คำตอบตรงที่สุดก็...ไม่รู้ เกิดไม่ทัน
(แอ่ก...)

แต่ก็มีข้อสันนิษฐานต่างๆ กันไป เช่น
- เกิดจากการพยายามเลียนเสียงนกร้อง หรือเสียงธรรมชาติอื่นๆ เช่น เสียงน้ำ เสียงลม
- เกิดจากการยกระดับเสียงพูดคุยของมนุษย์ เพิ่มเสียงสูงต่ำ เน้นจังหวะสั้นยาวเข้าไป
- เกิดจากการให้จังหวะในการทำงาน
- เกิดจากเสียงที่ใช้เป็นอาณัติสัญญาณ

จริงๆ มันก็อาจไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่ง  แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด  คนที่พูดๆ ก็ไม่มีใครเกิดทันสักคน(แหงสิ)  ก็ได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐานกันไป  แล้วก็พยายามหาหลักฐานมายันข้อสันนิษฐานของตัว  ประวัติศาสตร์มันก็สนุกตรงนี้แหละ

พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดี

*********************

ป.ล. ตอนนี้ประสบปัญหา  จะเผลอเอาสำนวนที่ใช้เขียนบล็อกไปเขียนรายงาน

Happy Birthday EXTEEN

posted on 31 May 2008 11:18 by pianocorner

เริ่มรู้จักบล็อกและเริ่มเขียนบล็อกครั้งแรกเมื่อปี ๒๐๐๕  ตอนเพิ่งขึ้นม.๕ หมาดๆ  บล็อกแรกที่ทำคือ Dragonfly's Den ที่ exteen นี้เอง  ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากเป็นคนที่ชอบพวกตำนานต่างๆ และตอนนั้นได้อ่านเยอะ ก็เลยเขียนเล่าลงบล็อก  ไปๆ มาๆ กลายเป็นบล็อกปกรณัมไปเลย

แต่ไม่นาน เนื่องจากเหตุการณ์ในชีวิตเปลี่ยนแปลง  ทำให้ไม่มีเวลา ทั้งเวลาอ่านหนังสือน้อยลง (ไม่ใช่หนังสือเรียนนะ นั่นไม่เคยอ่านอยู่แล้ว)และไม่มีเวลามาคอยอัพบล็อก ทำให้หยุดการเขียนบล็อกไป

จนหลายปีต่อมา เมื่อสถานการณ์ผันผวนในชีวิตเริ่มลงตัว จึงคิดถึงการทำบล็อกที่ร้างราไปขึ้นมาอีก  เมื่อกลับมาสู่ exteen อีกครั้ง คราวนี้ก็ได้พบว่าสมาชิกเพิ่มขึ้นเยอะมากกกกกกกกกก  มีลูกเล่นมี feature ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย  แต่ที่ไม่เปลี่ยนไปก็คือ ความเป็นชุมชนอันอบอุ่นในโลกไซเบอร์ที่กว้างใหญ่นี้


ขอขอบคุณมาสเตอร์แชมป์และทีมงานจากใจ ที่ได้สร้าง exteen ขึ้นมาให้พวกเราและคอยดูแลอยู่เสมอ
ขอบคุณชาว exteen สำหรับมิตรภาพ น้ำใจ และความอบอุ่นที่มอบให้กัน สร้างเป็นสังคมดีๆ ขึ้นมา

ขอให้ exteen เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง ไม่ว่าชุมชน(ที่เคย)เล็กๆ นี้จะขยายไปสักเท่าไร ก็ขอให้ยังคงความเป็น exteen ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
ขอพลังสร้างสรรค์จงอยู่กับชาว exteen ทุกท่าน

สุขสันต์วันเกิด exteen ค่ะ 

*********************
 

Q&A

ตอบคำถามจากเอนทรี่ที่แล้ว

iMase - อยู่ชั้นปีไหน ที่มหาลัยอะไร ชื่ออะไร หรอครับ
Answer - ปีสอง มหาวิทยาลัยมหิดลค่ะ  ชื่อ...เมษสืบเองละกันนะ

landoa - ทำไมถึงรักเปียโนขนาดนี้อ่ะครับ
Answer - เอ ตอบยากนะคะ  คงเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมั้ง  อยู่ด้วยกันมานานจนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้  แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นทุกสิ่งของชีวิตน่ะค่ะ


คุณ P.S. ดีใจจังที่ได้พบกันอีกค่ะ  ตอนนั้นพอดีมีเรื่องยุ่งๆ เลยหยุดเขียนบล็อกไป  พอกลับมาทำบล็อกอีกครั้งเลยเลือกทำเกี่ยวกับสายที่เรียนโดยตรงน่ะค่ะ 
เรื่องแฟนตาซีและตำนานปกรณัมต่างๆ เราก็ยังชอบและสนใจนะคะ  เพียงแต่คงไม่มีเวลาทุ่มเทมากขนาดเป็นคนเขียนบล็อกได้  ขอเป็นผู้อ่านดีกว่าค่ะ  ดีใจที่คุณ P.S. ยังทำบล็อกอยู่นะคะ  ^ ^