รอให้เจ็บ...ก็สายเสียแล้ว
posted on 22 Apr 2009 00:04 by pianocorner in Experience, MusicLifeเมื่ออาทิตย์ก่อนไปเวิร์คชอปที่คณะ (วันที่ม็อบปิดอนุสาวรีย์วันแรกนั่นแหละ รถผ่านไม่ได้ตูต้องเดิน เลยจำแม่น <<< ขอซะหน่อยเหอะ) โปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของร่างกายในการเล่นเปียโน แล้วก็มีคำพูดประโยคหนึ่งติดหูติดใจเรามาก
"ถ้าเจ็บ ก็แปลว่าสายไปแล้ว"
อาการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดได้กับทุกคน อันที่จริงโดยหลักการพื้นฐานแล้ว ในการเล่นเปียโนนั้น ท่าทางที่ถูกต้องจะต้องเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง เวลาเล่นก็จะต้องรีแลกซ์ คำว่า "รีแลกซ์" นี่เป็นเหมือนคาถาวิเศษที่อาจารย์ท่องกรอกหูเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างไร อาจารย์ก็ไม่ได้คอยดูตลอดเวลา เวลาส่วนมากในการเรียนดนตรีนั้นคือเวลาที่ซ้อมด้วยตัวเอง และบ่อยครั้งที่จะเกร็งโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องซ้อมเพลงหรือแบบฝึกหัดที่ยากๆ และยิ่งเล่นไม่ได้ ก็จะซ้อมซ้ำๆ จึงอาจทำให้กล้ามเนื้อสะสมอาการเกร็งเอาไว้
ครูเราหลายคนมักจะบอกอยู่เสมอว่า ถ้ารู้สึกเมื่อยต้องพักทันที ถ้ารู้สึกปวดแปลว่ากำลังซ้อมผิดวิธีแน่ๆ อาการปวดเมื่อยคือสัญญาณเตือนจากร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือหยุดแล้วทบทวนว่าผิดตรงไหน ถ้ายังขืนตะบี้ตะบันซ้อม สิ่งที่ตามมาอาจเป็นอาการเจ็บเรื้อรังได้
และตามที่โปรเฟสเซอร์คนนั้นกล่าวถึงเมื่อต้นเอนทรี่ ก็คือ ถ้าร่างกายแสดงอาการเจ็บนั้นก็แปลว่ามันสะสมมาจนถึงจุดหนึ่งแล้ว แปลว่าเราสักแต่ซ้อม ไม่ได้สนใจคิดถึงร่างกายเลย และนั่นก็ "สายเสียแล้ว"
นอกจากสาเหตุจากการซ้อมที่ผิดวิธี หรือการเกร็งเวลาเล่น อาการบาดเจ็บของนักเปียโนก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก เช่น อุบัติเหตุ การกระทบกระแทก ยกของหนัก หรือแม้แต่การการกระทบกระเทือนจากการเล่นกีฬาบางชนิด
ถ้าใครอ่านเรื่อง Piano no Mori หรือ Perfect World of Kai หรือชื่อไทยคือ "วัยกระเตาะ ตึ่งตึงตึ๊ง" (พูดถึงทีไรตรูอยากจะตบกะโหลกคนคิดชื่อไทยทุกที พิมพ์ยังไม่เท่าไหร่แต่พูดทีกระด๊ากกระดากปาก) ในเล่ม 10-11 มารุยาม่า ทาคาโกะ ก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากอาการอักเสบของเส้นเอ็นที่ข้อมือ แต่เพื่อการแข่งขัน เธอจึงฝืนทนจนลุกลาม และในที่สุดก็ต้องหยุดเพื่อรักษาอย่างจริงจัง
แต่ทางเลือกของทาคาโกะก็คือความมุ่งมั่นเพื่อรักษาให้หาย ในขณะที่อาการบาดเจ็บทำให้หลายคนถึงกับถอดใจเลิกเรียนเปียโนไปเลย
สำหรับการรักษา ในกรณีของทาคาโกะนั้น เป็นเพราะเธอปิดบังไว้เพราะกลัวจะต้องหยุดเล่นเปียโน ทำให้อาการอักเสบทรุดลงจนหนัก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องเลิกเล่นเลย ถ้าหากเธอยังฝืนต่อไป อนาคตนักเปียโนของเธอก็อาจจะต้องจบสิ้น และในทางกลับกัน หากเธอบอกครูตั้งแต่เริ่มเจ็บ ถึงแม้ร่างกายอาจจะยังไม่พร้อมถึงขนาดเข้าแข่งขัน แต่ก็อาจจะยังสามารถซ้อมอย่างระมัดระวังพร้อมๆ กับค่อยๆ รักษาไปด้วยกันได้ ไม่ถึงกับต้องหยุดพัก
ในเรื่องไม่ได้บอกว่าอาการบาดเจ็บของทาคาโกะมีสาหตุมาจากไหน (หรือบอกแต่เราจำไม่ได้หว่า) ดูจากคาแรคเตอร์ของเธอแล้วอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการซ้อมอย่างหักโหม แต่ไม่ว่าจะสาเหตุใด สิ่งที่ควรรู้ก็คือ อาการบาดเจ็บนั้นยิ่งรู้ตัวเร็วรักษาเร็ว การรักษาก็จะยิ่งง่ายและเร็วขึ้นด้วย
เราเองเคยมีปัญหาเจ็บข้อมือเรื้อรัง ตั้งแต่สมัยม.ต้น กระเป๋านักเรียนเป็นกระเป๋าเป้ และหนักมาก เราติดนิสัยยกเหวี่ยงขึ้นสะพาย ทำอยู่ทุกวันๆ ตลอดสามปี จนกลายเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ไม่รู้ตัว ตอนแรกที่เจ็บขึ้นมาก็ประมาณม.3 ซึ่งจะแข่งเปียโนครั้งแรก แล้วคงเพราะซ้อมหนักทำให้อาการปรากฏขึ้นมา ก็ไปหานักกายภาพบำบัดซึ่งแม่เรารู้จักนับถือมานาน อาการก็ทุเลาจนนึกว่าหาย แต่ที่จริงกลับไม่หายขาด
และพอขึ้นม.ปลาย เรียนสายดนตรีโดยตรง ทำให้ต้องซ้อมหนักกว่าเดิมมาก และอาการก็กลับมารบกวนอยู่เรื่อยๆ ถ้าช่วงไหนเครียดๆ ขึ้นมาเป็นกำเริบ แต่เนื่องจากตอนนั้นเราตั้งใจจะเรียนต่อสายประพันธ์เพลง ซึ่งแทบไม่จำเป็นต้องซ้อมมากเลย เพราะรู้ตัวว่าสภาพข้อมือคงเรียนสาย Performance ไม่รอดแน่ๆ (ตกลงไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล orz)
แต่ต่อมา เกิดจุดพลิกผันในชีวิต ทำให้ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเรียนต่อสาย Performance ให้ได้ คราวนี้ก็เลยพยายามวิ่งวุ่นหาทางรักษา ตั้งใจมั่นว่าต้องรักษาให้ได้
ตอนแรกไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเส้นเอ็นอักเสบ ก็ให้ยามากิน บอกว่าถ้ากินยาไม่หายก็ฉีดยา ฉีดยาไม่หายก็ต้องผ่า
ปรากฏว่ากินยาไม่หาย... orz เลยเผ่น ฮ่าๆๆ กลัวโดนจับผ่าอย่างแรง ก็เลยไม่กล้าหาหมออีกเลย พ่อกับแม่ก็พยายามหาทางอื่น แม่ก็พากลับไปหานักกายภาพบำบัดคนเดิม แต่ที่แม่ลืมไปก็คือ ท่านเป็นคนอายุมากและค่อนข้างหัวโบราณ ค่อนข้างจะมีอคติต่อวัฒนธรรมตะวันตก พอบอกว่าเล่นเปียโนแล้วเจ็บ ท่านก็ว่า "งั้นก็เลิกสิ"
ตอนนั้นน้ำตาร่วงเลยครับพี่น้อง
แต่ถ้ายอมแพ้แค่นั้น เราก็ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้น่ะสิ
สิ่งหนึ่งที่ได้มาจากการไปหานักกายภาพบำบัดท่านนั้นก็คือ ท่านจับๆ กระดูกข้อมือดูแล้วก็บอกว่า "ข้อหลวมนะ" แม่เราก็เอามาเสิร์ชกูเกิ้ล จนไปเจอกับคลินิกกายภาพบำบัดของคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผศ.ดร.อดิษฐ์ จิรเดชนันท์ ผู้รักษาเราจนหายได้ในที่สุด
จำไม่ได้แน่ว่าใช้เวลาแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้นานมาก แค่ไม่กี่เดือน อ.อดิษฐ์บอกว่า อายุยังน้อย ร่างกายจึงสามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว ช่วงที่รักษาก็ไม่ต้องหยุดเล่นเปียโนด้วย เพียงแต่เวลาซ้อมก็ต้องคอยระวัง แล้วก็หมั่นบริหารสม่ำเสมอ กับใช้น้ำร้อนประคบช่วยทุเลาอาการ
ข้อมือเราหายช่วงก่อนจะขึ้นปีหนึ่งพอดี และตอนนี้จะขึ้นปีสาม สองปีแล้วที่ไม่มีการเจ็บกำเริบขึ้นมาอีกเลย น่าจะหายขาดแล้วล่ะมั้ง
หลังจากนั้นเราเคยมีอาการเจ็บอีกครั้ง ตอนปีหนึ่ง สาเหตุมาจากความไม่เข้าใจกันกับครู ทำให้เครียดมาก และครูก็พยายามกระตุ้น กดดัน ซึ่งก็เข้าใจว่าหวังดี แต่เนื่องจากวิธีการ สุดท้ายจนเราเจ็บช่วงไหล่ข้างขวา เจ็บแปล๊บขึ้นมาตอนที่กำลังเรียนอยู่เลยล่ะ คงเป็นเพราะเครียดมาก และเกร็งมาก
ครั้งนี้เนื่องจากรู้ตัวปั๊บ เราตัดสินใจออกจากศาลายาไปศาลาแดง (คลินิกเปิดใหม่ของอาจารย์ที่เคยรักษาข้อมือเราหาย) บ่ายวันนั้นเลย เลยใช้เวลาไม่นาน รู้สึกจะแค่สองสามสัปดาห์ก็หาย และมันเป็นอาการแบบเฉียบพลัน ไม่ได้เรื้อรัง พอเป็นปุ๊บรักษาปั๊บ ก็เลยหายแล้วหายเลย
แต่ตอนวันแรกๆ นั้น ถึงกับเล่นเปียโนไม่ได้เลย ครั้งหนึ่ง เจอห้องซ้อมว่าง ซึ่งเป็นห้องที่เราชอบใช้ด้วย การที่มันว่างในตอนบ่ายนี่นับว่าหายากมาก แต่พอเข้าไปนั่ง เล่นไปปุ๊บ เจ็บแปล๊บเลย จำได้ว่าวันนั้นนั่งร้องไห้อยู่ใต้เปียโน ทรมานมากๆ ตอนนั้นเข้าใจเลยว่า สิ่งที่เคยชินอยู่กับมันทุกวัน ทั้งวัน จนบางทีถึงกับเบื่อ พอจะต้องสูญเสีย หรือเข้าใกล้กับการสูญเสียมันไปนั้นมันโคตรๆ ทรมาน จริงๆ
(แต่นั่นแหละ หายดีแล้วมันก็ขี้เกียจซ้อมเหมือนเดิม
)
อา โม้เพลิน พอดีช่วงนี้ไปติดบลอดเวน แล้วมีคาแรคเตอร์นึงทำให้เกิดอินสะปายเรฉัน อยากเขียนถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เรารู้จักทั้งเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่ต้องเจอกับอาการบาดเจ็บ ส่วนมากจะถอดใจไม่คิดเรียนต่อจริงจัง แต่ถึงแม้จะไม่ได้เอาดีทางด้าน Performance เกิดไปเป็นครู ก็เป็นไปได้ที่จะมีนักเรียนที่ต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บ เราคิดว่าครูเป็นคนสำคัญมากทีเดียว ถ้าครูรู้และเข้าใจ ก็สามารถที่จะให้คำแนะนำให้ไปรักษา และจัดวางแผนการเรียนและฝึกซ้อมให้เหมาะสมได้ แต่ถ้าครูช่วยไม่ได้ นักเรียนก็ควรจะรู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง ยังไงก็ร่างกายของตัวเองนี่นา
และถึงแม้จะไม่ใช่คนเรียนดนตรี แต่เราคิดว่าอาชีพอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หลักพื้นฐานก็คงเหมือนกัน หากร่างกายมีอาการปวด นั่นคือเสียงเตือน อย่าละเลยที่จะฟังเสียงจากร่างกายตัวเอง ยิ่งรู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งหายเร็วนะจ๊ะ
รักษาสุขภาพนะคะ รักคนอ่านค่ะ

คนเล่นดนตรี เล่นกีฬาทุกคนรักษาสุขภาพน่อ
#1 By เอื้องอลิน จตุรดา shakri เทพหมี น้ำตาล on 2009-04-22 00:20