History

สวัสดีค่ะ ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว  ชีวิตวุ่นวายดีค่ะ  เสาร์อาทิตย์ได้กลับมานอนบ้านมีความสุขจังเลย  เวลานอนหอจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้พักผ่อนเต็มที่อยู่ตลอดเวลา เลยเหนื่อยค่ะ

เทอมนี้เรามีเรียนประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกตัวแรก  แต่จากที่ได้เรียนไปแล้วครั้งนึง บวกกับปากคำจากเหล่ารุ่นพี่  ทำให้ปลงได้ว่าไม่ควรไปคาดหวังอะไรกับวิชานี้มากนัก  แต่ด้วยความโชคดีที่สมัยม.ปลายได้เรียนกับอาจารย์ระดับเทพที่เก่งสุดยอด  ทำให้เราสนุกกับการเรียนประวัติศาสตร์มาก  และพอมีวิชาติดตัวมาหากิน(หาคะแนน)ได้ในตอนนี้

ตอนนี้เพิ่งปั่นรายงานฉบับเร่งด่วนเสร็จ มีเวลาทำวันกว่าๆ  ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  ก็เลยมาเล่าสู่กันฟังพอขำๆ แล้วกัน

กรณีสมมติที่ ๑
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์ยังคงดำรงชีพอยู่ด้วยความไม่รู้  ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีปัญหาถูกก๊อปงาน ยังล่าสัตว์เก็บผักขุดมันกินไปวันๆ  อยู่มาวันหนึ่ง นายกอนึกครึ้มใจออกไปเดินเล่นท่ามกลางฝนตกหนัก  เดินไปได้สักพักภรรยาสงสัยว่าทำไมไม่กลับมาสักทีจึงโทรตาม  นายกอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมารับ ฉับพลันสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาตายคาที่...
เฮ้ย!!! แล้วมันมีมือถือได้ไง???!!!
เอาน่า ก็บอกแล้วว่ากรณีสมมติ

เอาเป็นว่า ในสมัยโบราณนั้น  ยังไม่มีความเจริญทางวิทยาการ มนุษย์ยังไม่สามารถให้คำตอบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ได้  และมนุษย์ก็มีความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้  จึงยกให้เป็นเรื่องของเทพเจ้า  ดังเช่นนายกอผู้ถูกฟ้าผ่าตาย  คนสมัยนั้นยังไม่รู้ว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไร  รู้แต่มันทำให้ถึงตายได้  ก็เกิดความกลัว และฟันธงว่า อีตานายกอผู้นั้นคงไปทำอะไรให้เทพเจ้าพิโรธเป็นแน่แท้  ท่านบนสวรรค์ถึงได้ยิงเลเซอร์บีมเปรี้ยงลงมา

และเมื่อมนุษย์มีความเชื่อว่า ความเป็นความตายของตนขึ้นอยู่กับความพอใจของเทพเจ้า  จึงต้องมีการติดสินบาทคาดสินบนตามแต่จะคิดว่าเทพเจ้าพอใจ  นำมาสู่พิธีกรรมการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า  อ้าว แล้วทีนี้จะเรียกให้ท่านลงมารับเครื่องบูชายังไงดี  จะแหงนหน้าตะโกนเรียกก็ใช่ที่  สวรรค์มันอยู่ห่างตั้งเท่าไหร่  ตะโกนเสียงแห้งก็เกรงท่านจะไม่ได้ยิน

ก็เลยต้องมีการสร้าง “ภาษา” พิเศษขึ้นมา  สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้า  ภาษานี้ย่อมต้องพิเศษแตกต่างจากภาษาที่มนุษย์พูดคุยกันเอง  มีท่วงทำนองสูงต่ำมีจังหวะจะโคน  นั่นก็คือ “ดนตรี” ในรูปแบบหนึ่ง

กรณีสมมติที่ ๒
เอาไงดีหว่า  สมมติว่าจะพายเรือไปเที่ยวกัน  เรือลำญ้ายยยหญ่ายยยยยย  ต้องใช้คนช่วยกันพายหลายๆ คน  (ยังไม่มีมอเตอร์)  แต่ปรากฏว่าต่างคนต่างพาย พายกันคนละที  พายกันจนเหนื่อยจนหิว  เรือมันก็ไม่ไปถึงไหน ไม่ได้ไปเที่ยวสักที  ฉับพลันนั้นนายขอสมองใส  นึกขึ้นได้ว่าก็พายให้มันพร้อมกันก็หมดเรื่อง  แล้วทีนี้จะทำไงให้มันพร้อมกันได้  นายขอจึงรวบรวมเรี่ยวแรงส่งเสียงร้องให้จังหวะ  พอมีคนให้จังหวะ ทุกคนพายพร้อมกัน  ก็เลยได้ไปเที่ยวกันสักที

กรณีสมมติที่ ๓
ณ ดินแดนหนึ่ง  ปกครองโดยพระราชาผู้เอาแต่พระทัยตนเอง  คืนวันหนึ่งพระองค์เกิดอยากฟังเสียงนกร้องแกล้มเหล้า  เหล่าข้าราชบริพารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดึกป่านนี้ตูจะไปหานกที่ไหนมาร้องให้ท่านฟัง  วิ่งกันวุ่นวาย ไปเจอเอานายคอผู้สติไม่ค่อยเต็มบาท วันๆ ไม่ค่อยทำงานทำการอะไร  แต่ตอนนี้เจอนายคอนั่งเอาปล้องกกมาเป่าเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ ฟังประหลาด แต่ฟังไปฟังมามันก็มีส่วนคล้ายเสียงนกอยู่บ้าง  พลันมหาดเล็กผู้หนึ่งเกิดปิ๊งไอเดีย  หานกไม่ได้ก็เอาหมอนี่แหละวะ ส่งเข้าไปเป่าปล้องกกให้พระราชาฟัง  ปรากฏดันเป็นที่ถูกพระทัย  สั่งให้นายคอมาเป่าปล้องกกให้ฟังทุกคืน

หลายคืนต่อมา พระราชาชักทรงพระเบื่อ  ฟังแต่เสียงอีนี่มาหลายคืนละ  ไหนใครไปหาท่อนไม้หาอะไรมาเคาะๆ ให้มันครึกครื้นหน่อยซิ  เอาสาวๆ หุ่นอึ๋มๆ มายักย้ายส่ายสะโพก  ฮู้ย แสนจะเพลิดเพลินอุราเป็นยิ่งนัก

 ..............

มีคนทนอ่านมาถึงตรงนี้กี่คนเนี่ย? ไหน ใครยังฟังอยู่บ้างยกมือขึ้น  เอาล่ะ พูดจาไม่เป็นเรื่องเป็นราวมานานโข  ลองมาสรุปเข้าประเด็นดีกว่า

บทบาทหน้าที่หลักของดนตรีนั้นได้แก่
- เพื่อใช้ในพิธีกรรม (กรณีสมมติที่ ๑)  นอกจากการที่เป็นภาษาสำหรับติดต่อเทพเจ้าแล้ว  ยังมีจำพวกเพลงสรรเสริญ เพลงสดุดีต่างๆ  และยังมีดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม โดยเชื่อว่าเทพเจ้าองค์นั้นชอบดนตรีแบบนี้ ก็เล่นดนตรีแบบนี้ในพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าองค์นั้น (งงเว้ย) เพื่อให้เทพเจ้าพอใจ  รวมถึงดนตรีศาสนาด้วย
- เพื่อใช้ประกอบการทำงาน (กรณีสมมติที่ ๒)  เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง งานจะได้ลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ  ในภายหลังก็รวมถึงเพลงเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างทำงานด้วย เช่น เพลงเกี่ยวข้าว
- เพื่อความบันเทิง (กรณีสมมติที่ ๓)  ได้แก่... เยอะแยะมากมาย  โดยเฉพาะดนตรีในยุคหลังๆ  ก็คือดนตรีที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงแก่มนุษย์  ทั้งดนตรีในงานรื่นเริง ดนตรีประกอบการแสดง การเต้นรำ การเล่าเรื่องราว  ฯลฯ  มาจนถึงเพลงป๊อปสมัยนี้นั่นแล

แล้วดนตรีเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
คำตอบตรงที่สุดก็...ไม่รู้ เกิดไม่ทัน
(แอ่ก...)

แต่ก็มีข้อสันนิษฐานต่างๆ กันไป เช่น
- เกิดจากการพยายามเลียนเสียงนกร้อง หรือเสียงธรรมชาติอื่นๆ เช่น เสียงน้ำ เสียงลม
- เกิดจากการยกระดับเสียงพูดคุยของมนุษย์ เพิ่มเสียงสูงต่ำ เน้นจังหวะสั้นยาวเข้าไป
- เกิดจากการให้จังหวะในการทำงาน
- เกิดจากเสียงที่ใช้เป็นอาณัติสัญญาณ

จริงๆ มันก็อาจไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่ง  แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด  คนที่พูดๆ ก็ไม่มีใครเกิดทันสักคน(แหงสิ)  ก็ได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐานกันไป  แล้วก็พยายามหาหลักฐานมายันข้อสันนิษฐานของตัว  ประวัติศาสตร์มันก็สนุกตรงนี้แหละ

พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดี

*********************

ป.ล. ตอนนี้ประสบปัญหา  จะเผลอเอาสำนวนที่ใช้เขียนบล็อกไปเขียนรายงาน